Get Adobe Flash player

Login Form

Visitors Counter

000636204
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
286
273
1727
608936
6223
8518
636204

Your IP: 54.158.214.111
Server Time: 2017-11-23 20:46:26

Search

Contact Us

Sumter Forest Temple

2275 Thomas Sumter Hwy.

Sumter, SC 29153

Tel. 803-469-2494

E-mail: sumterforesttempe@hotmail.com

Banners

บทความ"ทางออกวิกฤติสังคมไทย"

@+การเมืองไทยในขณะนี้ อยู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เเต่ล้มลุกคุกคลานมาตลอด เพราะปฏิวัติบ้าง รัฐประหารบ้าง ซ้ำๆซากๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกคนต่างเรียกร้องหาประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในผืนแผ่นดินไทย เพราะประชาธิปไตยแบบไทยครึ่งใบมายาวนาน ไม่เคยเต็มใบสักที ถือว่าเป็นความล้มเหลวของนักรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่ง การเมืองการปกครองไทย ควรจะพัฒนาไปไกลกว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่กลับถอยหลังเข้าคลอง กลุ่มทหาร อำมาตย์ สร้างเงื่อนไขในการปฏิวัติ ยึดอำนาจมาโดยตลอด เหตุผลง่ายๆ บอกว่ากลุ่มชุมนุมประท้วง หรือม๊อบ ก่อความเดือดร้อนและความวุ่นวายให้แก่รัฐ และอีกเหตุผลหนึ่งอ้างว่ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่เคารพศาล เหล่านี้เป็นต้น

 

จะอย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นการล้มเหลวของการพัฒนาประชาธิปไตยในไทย เพราะไฟแห่งการปฏิวัติ รัฐประหารไม่เคยมอดดับไปจากสังคมไทย พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกวินาที เหมือนไฟดับไม่สิ้นแสง พร้อมที่จะเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้ง..อย่าประมาทครับ พ่อ แม่ พี่ น้อง!!!

การปฏิวัติหรือยึดอำนาจเพื่อปราบคอร์รัปชั่น จะทำให้ระบบศาลพลอยเสียไปด้วย เนื่องจากใช้อำนาจเผด็จการ ตั้งองค์กรอิสระตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลที่ตนสร้างเงื่อนไขในการปฏิวัติ ดูแล้วสังคมโดยทั่วไปไม่ยอมรับ เพราะคล้ายมีอคติในการตัดสินคดีต่างๆ ระบบศาลจึงมัวหมองไปด้วย อำนาจในการปกครองของไทย แบ่งเป็น 3 คือ

-อำนาจนิติบัญญัติ (รัฐสภา)

-อำนาจบริหาร(คณะรัฐมนตรี)

-อำนาจตุลาการ (ศาล)

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะแบ่งอำนาจการปกครองไว้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาขึ้นอยู่กับนักการเมืองด้วยในการเข้าบริหารประเทศ จะมีคุณธรรม จริยธรรมเพียงไร ถึงระบบดี นักการเมืองไม่ดี หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ก็ทำให้การบริหารงานล้มเหลว และไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม จะปฏิรูปแต่ระบบอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องปฏิรูปนักการเมืองให้มีจิตสำนึกต่อบ้านเมืองด้วย

ความขัดแย้งของคนในสังคมไทยปัจจุบันนี้ เกิดจากความคิดเห็นไม่ตรงกัน แบ่งพรรคแบ่งพวก ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน จนกลายเป็นความอาฆาตพยาบาท ฝังลึกลงไปในสมอง พร้อมที่จะห้ำหั่นกัน

ปัญหาความขัดแย้งเชิงลึก เกิดจากอะไร? ผมคิดว่า

-ความไม่เท่าเทียมกัน คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม

- ความไม่ยุติธรรมในสังคม

-การแย่งชิงอำนาจ

พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า “วโส อิสฺสริยํ โลเก แปลว่า อำนาจเป็นใหญ่ในโลก” ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง อำนาจเงินตรา อำนาจปกครอง ถ้าอำนาจตกอยู่กับหมู่คนพาล ก็จะก่อให้เกิดความเดือนร้อน วุ่นวาย แก่ชาติบ้านเมือง หากอำนาจตกอยู่กับหมู่บัณฑิต ประเทศชาติ บ้านเมือง ก็จะเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า และสงบสุข

เมื่อผู้นำม๊อบกลุ่มต่างๆต้องการอำนาจอธิปไตย จึงสร้างเงื่อนไขในการต่อสู้เรียกร้องอธิปไตย พร้อมทั้งปลุกระดมมวลชน ปลุกปั่นแนวคิดของตัวเอง ยุยงให้เกิดความเกลียดชังฝ่ายตรงกันข้าม จนนำไปสู่ความรุนแรง ทำร้ายกัน ฆ่ากัน ขอเตือนผู้ชุมนุมทุกคนว่า หัวหน้าม๊อบ ไม่เคยตาย.. แต่ผู้ร่วมชุมนุมนั่นแหละตาย..ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองไทยมันเป็นแบบนี้เองครับ..พี่น้องชาวไทย!!! สุดท้ายผู้นำม๊อบก็ทำเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ และพวกพ้องของตนเอง แล้วสังคมไทยจะได้อะไร?

ตอนนี้ คนไทยมีอคติต่อกัน คำว่า "อคติ" แปลว่า ทางที่ไม่ควรดำเนินไป, ไม่ใช่ทางที่จะเดินต่อไป หรือไม่ควรประพฤติปฏิบัติ เเต่คำว่า อคติ ในภาษาไทยหมายถึง ความลำเอียง, ความไม่เที่ยงธรรม, ความไม่ยุติธรรม "อคติ"เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีกิเลส ซึ่งจะต้องมีอยู่ด้วยกันทุกคน เพราะปกติคนเราจะทำอะไรก็ตาม มักจะคิดถึงประโยชน์ของตนเอง ญาติพี่น้อง หรือพวกพ้องก่อนเสมอ ซึ่งการกระทำในลักษณะเช่นนี้ เป็นสาเหตุให้ความถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง ความผิดอยู่เหนือความถูก หรือผิดเป็นชอบ

"อคติ"ในทางพระพุทธศาสนา มี 4 อย่าง คือ....

1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก หรือเพราะชอบ พรรคการเมืองนี้ ม๊อบเสื้อสีนี้

2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะโกรธหรือเกลียด ม๊อบกลุ่มนี้ พรรคการเมืองนี้

3. โมหาคติ ลำเอียงเพราะความเขลา โดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควรอะไรไม่ควร หรือฟังความข้างเดียว

4. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว เช่น กลัวว่าพรรคการเมืองนี้เป็นรัฐบาลเเล้ว ผลประโยชน์ตัวเองหรือพวกพ้องตัวเองจะสูญเสีย

ทางออกของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ? ผมขอเสนอแนวทางไว้อย่างนี้

-สมานฉันท์ ปรองดอง พูดคุยกันด้วยเมตตา

-ทุกฝ่าย ต้องละทิฐิ มานะ

-ทุกฝ่ายต้องเคารพ กฎ กติกาบ้านเมือง

-ทุกฝ่าย ต้องไม่มี อคติ ในการเสนอทางออกของปัญหาความขัดแย้ง

แต่ตอนนี้ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน จะเอาชนะกันอย่างเดียว โดยไม่ใช้เหตุผล เอากฎหมู่เหนือกฎหมาย เวลาให้มาแสดงความคิดเห็น เสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ก็ชวนแต่ทะเลาะกัน พูดเสียดสีกันไปมา พูดให้อีกฝ่ายเจ็บใจ แม้แต่นักวิชาการเอง ยังไม่มีความเป็นกลาง เพราะถูกอคติครอบงำทางปัญญา เอียงเข้าข้างฝ่ายนั่นฝ่ายนี่ เห็นแล้วน่าละอายใจจริงๆ

และแล้วใครจะปลดชนวนความขัดแย้งของคนไทยได้ล่ะ วิธีง่ายๆคือต้องหาคนกลางเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย มาพูดคุย สนทนา หาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมืองทุกมิติ และให้ทุกคนเคารพกฏกติกาประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทุกคนต้องปฏิบัติตนให้สมฐานะและหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (๕ ธันวาคม ๒๕๕๖) ใจความตอนหนึ่งว่า “บ้านเมืองของเรานั้น เป็นสุขเสมอมาช้านาน เพราะเรามีความปึกแผ่นในชาติ และต่างบำเพ็ญกรณียกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ คนไทยทุกคน จึงควรตระหนักในข้อนี้ให้มาก และตั้งใจประพฤติตัว ปฏิบัติตน ให้สมฐานะและหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม คือ ความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมืองไทย” ....ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักในการทำหน้าที่ของตน เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ..อ่ะครับ ควรใช้สโลแกนที่ว่า “รวมสี รวมใจ รวมไทย เป็นหนึ่งเดียว” และแล้วสันติสุขจะบังเกิดมีแก่พี่น้องชาวไทย..!!!

เขียนโดย..พระมหาภูริภัทร์ สุทาศิริ (อิสรเสรีชน)

ป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์

ป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์
ขออนุโมทนาและขอบคุณญาติโยมที่ร่วมบริจาคสร้างป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์ ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขความเจริญตลอดไป...