Get Adobe Flash player

Login Form

Visitors Counter

000636252
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
334
273
1775
608936
6271
8518
636252

Your IP: 54.158.214.111
Server Time: 2017-11-23 20:56:26

Search

Contact Us

Sumter Forest Temple

2275 Thomas Sumter Hwy.

Sumter, SC 29153

Tel. 803-469-2494

E-mail: sumterforesttempe@hotmail.com

Banners

ตามรอย..บ้านหนองข่า-ป่าหวาย

@ ตามรอย..บ้านหนองข่า-ป่าหวาย สัมผัสวิถีชีวิตชาวภูไท

 ...เขียน/เรียบเรียง...โดย...ภูริ์ ภูไท (พระมหาภูริภัทร์ สุทาศิริ)
++บ้านหนองข่า-ป่าหวาย ตำบลหนองข่า อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ เดิมเรียกว่า "บ้านป่งนกเป้า" แต่คนชอบเรียกสั้นๆว่า "บ้านป่ง" ห่างจากตัวเมืองอำนาจเจริญ ประมาณ 30 กิโลเมตร ก่อตั้งมาประมาณ 120 - 140 ปี เป็นหมู่บ้านใหญ่ แบ่งการปกครองเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ 1 กับหมู่ 4 มี 1 วัด คือ วัดสำราญนิวาส และ 1 สำนักสงฆ์ คือ สำนักสงฆ์ป่าชุมชนเจริญจิต (ดอนปู่ตา) พื้นที่ 327 ไร่ เริ่มสร้างเป็นที่พักสงฆ์ เมื่อวันที่ 5 เดือน มกราคม พ.ศ. 2555 โรงเรียน มี 1 แห่ง คือ โรงเรียนหนองข่า-ป่าหวาย และ 1 สถานีอนามัย

   ประชากรมีเชื้อสายภูไท ดั่งเดิมคนภูไทรากฐานวัฒนธรรมอยู่บนภูมิประเทศที่สูง ตามภูเขา ใกล้ชิดธรรมชาติ มีการนับถือผี (ปัจจุบันนับถือพุทธศาสนา) วิถีชีวิตจึงผูกพันธ์กับธรรมชาติและป่าเขา โดยอยู่ร่วมกันแบบเรียบง่าย อาชีพหลักทำนา ทำไร่ ทำสวน อาชีพเสริมเลี้ยงสัตว์ ชาวภูไทเป็นคนซื่อสัตย์ รักความสงบ ชอบความสนุกสนาน ซึ่งมีวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นเวลาช้านาน งานหัตถกรรมที่โดดเด่นคือจักสานและทอผ้า ด้วยความที่เผ่าภูไทมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีความโดดเด่น แตกต่างกันออกไป


เอกสารอ้างอิงบางแห่ง อาจเขียนคำว่า "ภูไท เป็น ผู้ไทย, ผู้ไท" ต่างกันบ้าง ดังนั้น ผู้เขียนขอใช้คำว่า "ภูไท" ในการเขียนประวัติหมู่บ้าน เพื่อมิให้สับสนสำหรับผู้อ่าน

 

ภูไทมีถิ่นฐานเดิมที่สิบสองจุไท และสิบสองปันนา (ทางตอนเหนือของลาวและเวียดนาม และติดกับทางตอนใต้ของประเทศจีน) กลุ่มชนภูไทที่เคลื่อนย้ายลงมาจากสิบสองจุไท ซึ่งปัจจุบันคือชายแดนติดต่อระหว่างแขวงหัวพันของประเทศลาว และเมืองเดียนเบียนฟู (อดีตคือเมืองแถง หรือ แถน แคว้นสิบสองจุไท) ของประเทศเวียดนาม สาเหตุการย้ายถิ่นฐาน น่าจะเกิดภัยแล้ง หรือเกิดสงคราม การต่อสู้ ตามหัวเมืองต่างๆ ชนกลุ่มภูไทนี้ จึงย้ายถอยร่นลงมาเรื่อยๆ

 

การย้ายถิ่นฐานดั่งเดิมของกลุ่มภูไทจากเหนือลงมาสู่กลางและใต้ของลาว โดยมาพึ่งอาศัยเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์เวียงจันทน์ (ตรงกับช่วงรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3) ต่อจากนั้น เจ้าอนุวงศ์ จึงให้หัวหน้าเผ่าภูไทพาลูกน้องบริวาร ไปสร้างบ้านเมือง ที่"เมืองวัง" จึงเป็นถิ่นฐานของชาวภูไทที่มีเขตวัฒนธรรม–ชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ มาตั้งแต่ยุคของ "เจ้าอนุวงศ์" หรือเจ้า "อนุรุธราช" แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์

ต่อมา ชาวภูไท จากเมืองวังและเมืองตะโปน (ปัจจุบันคือเซโปน) ได้แยกย้ายออกไปตั้งเป็นเมืองต่างๆ ขึ้นอีก คือ เมืองพิน, เมืองนอง, เมืองพ้อง, เมืองพลาน, เมืองเชียงฮ่ม, เมืองผาบัง, เมืองคำอ้อคำเขียว เป็นต้น (เรียบเรียงจากบทพระนิพนธ์ของ พระบรมวงษ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาเสรีในหนังสือชื่อ พระราชธรรมเนียมลาว พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2479)

 

เมืองวัง, เมืองเซโปน เป็นถิ่นกำเนิดของชาวภูไทในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ดินแดนลาว) ก่อนที่จะอพยพเข้ามาอยู่ในภาคอีสานปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อตอนที่เจ้าอนุวงษ์ แห่งกรุงเวียงจันทน์เป็นกบฎต่อกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2369 ต่อมาเมื่อกองทัพไทยยกข้ามแม่น้ำโขงไปปราบปรามจนสงบราบคาบแล้ว ทางกรุงเทพฯ มีนโยบายจะอพยพชาวภูไท จากเมืองวัง, เมืองเซโปน จากชายแดนปลายพระราชอาณาเขต ซึ่งใกล้ชิดติดกับแดนญวน ให้ข้ามโขงมาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ภาคอีสาน) ให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัย มิให้เป็นกำลังแก่นครเวียงจันทน์และฝ่ายญวนอีกต่อไป จึงไปกวาดต้อนผู้คนซึ่งเป็นชาวภูไท จากเมืองวัง, เมืองเซโปน,เมืองพิน, เมืองนอง, เมืองคำอ้อคำเขียว ซึ่งอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต ของลาวปัจจุบัน ซึ่งยังเป็นอาณาเขตของพระราชอาณาจักรไทยอยู่ในขณะนั้นให้ข้ามโขง มาตั้งบ้านตั้งเมือง ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงในเขต เมืองกาฬสินธุ์, สกลนคร, นครพนม มุกดาหาร และอำนาจเจริญในปัจจุบัน

 

.จากการสอบถามจากผู้สูงอายุในหมู่บ้าน (ยายบัวทอง แต้มทา อายุ 80 กว่าปี) เล่าให้ฟังว่า ภูไทบ้านหนองข่า-ป่าหวาย ย้ายมาจากเมืองพิน เมืองนอง (ปัจจุบันอยู่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว) ก่อนจะย้ายข้ามฝั่งโขงมาสู่บริเวณพื้นที่ดงห้วยดาว (บ้านดง) ต่อจากนั้น ก็อพยพย้ายกันไปตามที่ต่างๆบางกลุ่มไปอยู่บริเวณบ้านคำโพน บางกลุ่ม ย้ายไปสร้างบ้านเรือนที่บ้านหนองหิน และบางกลุ่มก็ย้ายออกไปสร้างบ้านเรือนใกล้ภู จึงเรียกว่า "บ้านเก่าหัวภู" เมื่อเกิดภัยแล้ง จึงต้องย้ายบ้านเรือนอีก ขยับลงมาใกล้ห้วยทราย คงจะอยู่ที่นี่หลายปี ต่อมาน้ำจากห้วยทราย เข้าท่วมบ้านเรือน จึงเรียกว่า "บ้านน้ำท่วม" หลังจากนั้น จึงย้ายบ้านเรือนสู่พื้นที่ราบสูง ซึ่งไม่ไกลจากห้วยทรายมากนัก เหมาะสำหรับการทำนา ทำไร่ และบริเวณป่าแห่งนี้ เหมาะที่จะสร้างบ้านเรือนขึ้น จึงพากันย้ายมาสร้างบ้านเรือน ครั้งแรก มีพ่อใหญ่ทัน แต้มทา ย้ายมาปลูกเรือนก่อน โดยมาแผ้วถางป่าทำข้าวไฮ่ (ข้าวไร่) ต่อจากนั้น จำนวนคนก็ย้ายมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีผู้ใหญ่เสือ เป็นหัวหน้าเป็นผู้นำ

 

เดิมที คนทั่วไปชอบเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า "บ้านป่งนกเป้า" สาเหตุที่คนรุ่นก่อนเรียกว่า "บ้านป่ง" เพราะบริเวณแถบนี้มีดินป่ง (ดินโป่ง) และมีนกเป้าจำนวนมาก ลงมากินดินป่ง บริเวณดินป่งน่าจะอยู่ใกล้คุ้มบ้านใต้ แต่หมู่บ้านแห่งนี้ ทางราชการตั้งชื่อว่า "บ้านหนองข่า" สมัยก่อนบริเวณตรงนี้มีต้นข่าป่าจำนวนมาก เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น ทางราชการก็แยกออกเป็น "บ้านป่าหวาย" ตรงนี้มีต้นหวายป่ามากเช่นเดียวกัน ฉะนั้น จึงเรียกรวมกันว่า "บ้านหนองข่า-ป่าหวาย" ตราบเท่าทุกวันนี้

 

หลักบ้านหนองข่า-ป่าหวาย คือ ดอนจ้ำปู่ (ดอนปู่ตา) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านหนองข่า-ป่าหวาย จะมีตูบ (ศาล) ปลูกไว้ให้ปู่ตาอาศัยอยู่ และเป็นที่ชาวบ้านเคารพนับถือ มีการทำบุญหลักบ้านเพื่อความเป็นศิริมงคล เป็นประเพณีของชาวบ้านหนองข่า-ป่าหวายที่ทำเป็นประจำทุกปี เพื่อให้หลักบ้านปกป้องคุ้มครองชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้าน มีความเชื่อว่า ดอนปู่ตาเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ที่ผีปู่ตาซึ่งเป็น ผีบรรพบุรุษหรือผีเจ้าที่ ที่คอยดูแลป่าประจำหมู่บ้าน โดยปกติดอนปู่ตาจะเป็นป่ารกครึ้ม มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ เนื่องจากไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดไม้หรือจับสัตว์ในป่าดอนปู่ตา เพราะเกรงกลัวปู่ตาจะทำให้มีอันเป็นไป

 

พิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ตานั้น จะมีจ้ำประจำหมู่บ้านคอยทำพิธี ซึ่งพิธีเลี้ยงผีปู่ตานี้จะจัดขึ้นในช่วงเดือน 3 และเดือน 6 ของทุกปี ก่อนที่จะมีพิธีกรรมทำบุญเลี้ยงบ้าน จ้ำ (ผู้ประกอบพิธีกรรม) ประจำหมู่บ้าน จะเป็นคนบอกกล่าวชาวบ้านก่อนประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ชาวบ้านเตรียม เหล้า ไก่ เพื่อใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้

ดอนจ้ำปู่ (ดอนปู่ตา) ในหมู่บ้าน มี 2 แห่ง คือ ดอนปู่ตาบ้านเทิง (เหนือ) กับดอนปู่ตาคุ้มบ้านใต้ แต่ก่อนจ้ำปู่ (ปู่ตา) บ้านใต้ชอบเต่า เชื่อกันว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของปู่ตา (จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าในหมู่บ้าน) ปู่ตาคุ้มบ้านใต้เป็นแค่เป็นบริวารของปู่ตาบ้านเทิง(หนือ) เท่านั้น
อันที่จริง แม้ชาวบ้านจะหันมานับพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม แต่ความเชื่อเรื่องผี นับถือผีก็ยังมีอยู่ เช่น ผีปู่ตา ผีบรรพบุรุษ ผีไร่ผีนา ผีบ้านผีเรือน เป็นต้น ก่อนจะจบขอฝากบทผญาไว้เตือนใจพี่น้องชาวภูไท ว่า "อย่าสุไลเสียถิ้ม พงษ์พันธุ์พี่น้องเก่า อย่าสุละเผ่าเชื้อ ไปย่องผู้อื่นดี"

 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่เขียนมาจะทำให้ทุกท่านได้รู้จักวิถีชีวิตคนภูไทบ้านหนองข่า-ป่าหวายมากยิ่งขึ้น และได้รู้จักประวัติความเป็นมาของชนเผ่าภูไทโดยชาติพันธุ์ หากมีข้อบกพร่องผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้

ป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์

ป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์
ขออนุโมทนาและขอบคุณญาติโยมที่ร่วมบริจาคสร้างป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์ ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขความเจริญตลอดไป...