Sumter Radio |
วิทยุพระพุทธศาสนาวัดพืชโสภาราม |
Thaiput Radio |






![]() | วันนี้ | 36 |
![]() | วานนี้ | 171 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 645 |
![]() | สัปดาห์ที่แล้ว | 1014 |
![]() | เดือนนี้ | 1187 |
![]() | เดือนที่แล้ว | 4027 |
![]() | ทั้งหมด | 75461 |
บทความธรรมะ
จากหางไถสู่ชายคาพุทธศาสน์ (ตอน ๑)
ในที่สุดผมก็ได้ทำลายปณิธานของตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เขียนอะไร สาเหตุที่ผมตัดสินใจฝืนเขียนอะไรสักอย่างขึ้นมาให้คนอื่นอ่าน ณ ที่นี้ ไม่ใช่เพราะว่าผมชอบเขียนและฝันอยากเป็นนักเขียน จริงๆ แล้วผมไม่ชอบเขียนอะไรให้คนอ่าน แต่ชอบพูดอะไรให้คนฟัง ผมพูดไม่รู้จักเบื่อ และมีความสุขกับการพูด โดยเฉพาะการพูดที่ประกอบด้วยธรรม แต่ผมจะไม่พูดเรื่อยเปื่อยเฮฮา เพราะเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และทำลายกำลังแห่งสมาธิ แต่เพื่อนของผม คือพระมหาภูริภัทร์ อคฺคธมฺโม รบเร้าให้เขียน เพราะอยากจะให้ผมแบ่งปันความรู้กับคนอื่นบ้าง เผื่อผมตายไปความรู้ของผมที่ถ่ายทอดสู่ตัวอักษรจะยังคงปราฏให้คนอื่นได้ทัศนา แต่วาทะของผมจะสูญไปทันทีเมื่อผมหมดลมหายใจ และคงไม่มีใครรู้จักผมอีก
จริงๆ แล้ว ผมไม่อยากให้ใครรู้จักผมมากนัก เพราะผมไม่ต้องการให้ตัวเองมีชื่อเสียง มัวเมาในลาภสักการะ อันจะก่อให้เกิดความเย่อหยิ่งถือตัว ทำให้กิเลสได้โอกาสเจริญเติบโต นอกจากนี้ ความฉลาดเกินคนของผม (ยกตัวเองมากไปเปล่านี่) จะทำให้ขอบตาคนอื่นร้อน จนจ้องมาเล่นงานทำให้ผมเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด และนี่้คือสาเหตุหลักที่ผมไม่เขียนอะไร ทั้งๆ ที่ผมรู้อะไรมากมาย แต่เพื่อนรักขอทั้งที ถ้าผมไม่ทำก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อย เอาล่ะ... ตกลงเขียนก็เขียน ใครผ่านมาอ่านเจอ ก็ถือว่าเป็นความซวยในรอบปีก็แล้วกัน ผมจึงขอประกาศไว้ ณ เบื้องต้นว่า งานเขียนของผมมีไว้สำหรับคนที่ฉลาดมากและผมดกเท่านั้น คนที่รู้ว่าตัวเองฉลาดน้อยและผมบางห้ามอ่าน แค่มองผ่านก็พอ...
ในฐานะที่ผมอยู่ในวงการพระพุทธศาสนามานาน และได้คลุกคลีกับพุทธศาสนิกชนในหลายระดับ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกหนักใจคือมีชาวพุทธจำนวนไม่มากนัก (จริงแล้วผมอยากจะพูดว่าน้อยมาก แต่มันทำให้รู้สึกหดหู่ใจ ถ้าพูดความจริงที่โน้มไปทางลบ) ที่เข้าใจในหลักการทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะชาวพุทธไทย (คนชาติอื่นผมก็รู้แต่ว่าจะไม่เอ่ยถึงในที่นี้) ส่วนใหญ่จะนับถือพระพุทธศาสนาตามประเพณีนิยมที่บรรพบุรุษทำสืบๆ กันมา และมองพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ และวัดวาอารามเป็นเพียงสถานที่ทำบุญเท่านั้น ทั้งที่พระพุทธศาสนามีอะไรดีๆ ให้น่าค้นหาและติดตามมากกว่านั้น!
ไม่จำเป็นต้องถามถึงคำสอนระดับสูง แค่ถามใครบางคนที่คุณรู้จักว่า พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันเกิดที่ไหน มีพระนามและโคตรว่าอะไร ออกบวช อายุเท่าไหร่ ตรัสรู้เมื่อไหร่ เผยแผ่ศาสนากี่ปี นิพพานที่ไหน เมื่ออายุเท่าไหร่ พระพุทธศาสนาเชื่อว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ แค่นี้เพื่อนของคุณบางคนก็อาจะหน้านิ่วคิ้วขมวด ปวดเศียรเวียนเกล้าจนต้องพึ่งยาแก้ปวด เพราะหาคำตอบไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องถามลึกลงไปถึงว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะพินิจพิจารณา เลือกสรร พิถีพิถันในการกิน การอยู่ การจับจ่าย การแต่งตัว ฯลฯ แต่กลับไม่ค่อยพิถีพิถันในการเลือกนับถือศาสนาอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่การนับถือศาสนานั้นเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเรื่องดังกล่าวมากนัก เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งเมื่อเข้าไปยึดถือแล้วยากนักที่จะเปลี่ยนหรือถีบตัวให้หลุดรอดออกมาได้ เสื้อผ้าที่ใส่ อาจจะหมดความนิยมเมื่อวันเวลาหรือวัยเปลี่ยนไป อาหารที่กินอาจจะหมดรสโอชะเมื่อปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น หรือค้างคืน หรืออาจเกิดความเบื่อหน่ายเมื่อกินจนจำเจซ้ำซาก แต่ในเรื่องศาสนาไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เปลี่ยนกันบ่อย เมื่อคุณหลงเข้าไปนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งแล้ว คนที่สอนศาสนาก็จะเปลี่ยนความคิดของคุณ และบอกคุณว่าศาสนาของเขาเท่านั้นดีที่สุด และจะมองศาสนาอื่นว่าเป็นลัทธินอกรีต และถ้าคุณเปลี่ยนใจไปนับถือ คุณจะกลายเป็นคนทรยศ เป็นพวกซาตาน ที่จะได้รับการลงโทษและถีบหัวส่งไปเกิดในนรก!
คุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าคุณหรือบรรพบุรุษของคุณนับถือพระพุทธศาสนาเพราะอะไร เพราะคุณมองว่าดี แล้วคุณคิดต่อไปหรือเปล่าว่าดีเพราะอะไร ทำไม? คุณต้องพยายามตั้งคำถามว่าทำไม เพื่อให้คุณได้คิดให้รอบคอบก่อนที่คุณจะทำอะไรลงไป ไม่ใช่เพียงเพราะว่าคนอื่นว่าดี คุณก็ว่าดีตาม ทั้งๆ ที่คุณยังไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง คุณไม่เคยเอะใจบ้างหรือว่าทำไมกูถึงเชื่อคนอื่นง่ายจังวะ! สติปัญญาไม่ได้มีไว้เพื่อแกงกิน แต่มีไว้เพื่อให้รู้จักคิด ไตร่ตรอง คิดให้แยบคาย มองให้รอบด้าน จนคุณเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งโดยไม่ต้องอิงอาศัยการบอกเล่าของคนอื่น เช่นเดียวกับการที่คุณรับประทานอาหารด้วยตัวเอง คุณไม่ต้องถามคนอื่นว่ารสชาติของอาหารเป็นอย่างไร เพราะคุณได้สัมผัสรสชาติของอาหารด้วยลิ้นของตัวคุณเองแล้ว
ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมเองนับถือพระพุทธศาสนาเพราะพ่อแม่ใส่ไว้ตั้งแต่ตอนผมแรกเกิด ผมยังไม่ได้เลือกด้วยซ้ำว่าควรจะนับถือศาสนาอะไร มันเป็นประเพณีที่ว่าพ่อแม่ของผมนับถืออะไร ผมก็ต้องนับถืออย่างนั้น อิสรภาพในการนับถือศาสนาของผมหมดไปตั้งแต่เกิดแล้ว ในวัยเด็กผมแอบสังเกตสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ ผมเคยถามเขาว่าไปวัดเพราะอะไร กราบไหว้พระพุทธรูป เพราะอะไร คำตอบที่ผมได้รับ คือไปทำบุญ ไว้พระเพราะอยากได้บุญ ฟังเทศน์ทำไม ฟังเอาบุญ (แต่เวลาพระเทศน์ หันหูให้พระ หันหน้าคุยกัน) แต่ถ้าเด็กผู้หญิงเข้าใกล้พระ หรือถูกเนื้อต้องตัวพระ ทั้งที่เขาเหล่านั้นไม่รู้เดียงสา กลับถูกพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ต่อว่าเป็นบาป ผมอดสงสัยไม่ได้ว่ายกมือไหว้พระไกลๆ ได้บุญ แต่ทำไมเข้าหาพระใกล้ๆ ไหงกลายเป็นบาปไปซะงั้น นึกว่าจะได้บุญมากกว่าอยู่ไกลซะอีก ตกลงว่าพระหัวโล้นที่นุ่งเหลือห่มเหลืองนี้เป็นตัวบุญหรือตัวบาปกันแน่!
ดังนั้น เมื่อหลวงลุง (พี่ชายของพ่อซึ่งออกบวช) มาเยี่ยมบ้านทุกครั้ง ผมจะไม่แวะเข้าไปไกล้หรือยกมือไหว้เลย ถึงแม้พ่อแม่จะคะยั้นคะยอสักปานใดก็ตามที เหตุผลน่ะเหรอ... เพราะผมกลัวบาปไง มีแต่ญาติพี่น้องคนอื่นไปทำบุญถวายภัตตาหาร ส่วนผมน่ะ... ไปหาตกเบ็ดตกปลา หาหอยปูปลาดีกว่า จะได้ไม่ต้องบาปมาก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ากินหอยปูปลาได้บุญขนาดไหน ตอนที่ผมไปบวชเณรแล้วถูกสั่งให้ไปแช่น้ำล้างบาป
ผมเก็บความสงสัยของตัวเองมานาน จวบจนกระทั่งผมได้บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ 12 ปี วันแรกที่ผมบวช ผมเดินไปหาโยมแม่เพราะความเคยชิน โยมแม่บอกผมว่าอย่าเข้ามาใกล้ อย่าถูกตัวแม่ เดี๋ยวแม่จะได้บาป กลายเป็นว่าผมกลายเป็นตัวบาปของแม่ไปตั้งแต่วันบรรพชาซะแล้ว ผมบวชมาพรรษาแรกก็ไม่ได้เรียนอะไรมาก นอกจากท่องบทสวดมนต์ อ่านคัมภีร์ใบลาน คัดลอกคัมภีร์ เก็บดอกไม้บูชาพระตอนเย็น และเล่นสนุกตามประสาเณรน้อย หลวงตาก็จะสอนว่าบวชแล้วต้องสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนฉันต้องพิจารณา ถ้าฉันข้าวโดยไม่ได้พิจารณา เกิดมาชาติหน้าจะเป็นควายไถนาให้ชาวบ้านเขา หากวางบาตรโดยไม่มีขาตั้ง เกิดมาชาติหน้าจะหัวล้าน ออกพรรษาต้องไปแช่น้ำล้างบาป (ลองคิดดูซิว่าออกพรรษาเดือน 11 ฝนตกปรอยๆ ให้ผมไปแช่น้ำล้างบาปตั้งแต่ตี 4 จนถึง 6 โมงเช้า มันจะหนาวเหน็บขนาดไหน)
ผมอดคิดไม่ได้ว่าพวกสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ในน้ำ มีโอกาสอาบน้ำชำระบาปทุกวัน มันคงจะสะอาดมากกว่าผมแน่อน และแล้วผมก็เลยถือโอกาสยกมือไหว้พวกมันสักหน่อย เผื่อจะมีส่วนแห่งบุญกับสัตว์ผู้บริสุทธิ์จากบาปเหล่านั้นบ้าง (ผมได้บุญจริงๆ หรือเปล่า?) ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่หลังจากวันนั้นผมจะโปรดอาหารที่ทำด้วยสัตว์น้ำเป็นพิเศษ เพราะมันมีความบริสุทธิ์โดยธรรมชาติไม่ต้องไปนั่งภาวนาให้ปวดแข้งปวดขาเสียเวลาเปล่า! เผื่อกินมันมากเข้า ผมจะได้หมดบาปอย่างพวกมันบ้าง อ้อ... ผมน่าจะเปลี่ยนจาก "พวกมัน" ว่า "พวกท่าน" ถึงจะถูก และเป็นการให้ความเคารพต่ออริยสัตว์เหล่านั้น ให้ตายสิ...
หลังจากออกพรรษา มีสามเณรรุ่นพี่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แวะมาเยี่ยมผมกับสามเณรอื่นๆ ที่วัด ผมถามพี่เณรว่าบวชมาทำไม มีอะไรน่าสนใจบ้าง บวชมาแล้วต้องทำอะไร จริงๆ ผมบวชเพราะพ่อแม่ไม่เงินส่งเสียให้เรียนต่อมัธยม ถ้าผมไม่บวชคงหนีหางไถไปไม่พ้น ผมเกิดมาโง่พอแล้วอย่าให้ผมไปคลุคลีกับไอ้ทุยอีกเลย ผมจึงตัดสินใจบวชเรียนทั้งๆ ที่โยมพ่อไม่ต้องการให้บวช พี่เณรที่เคยบวชเรียนก็ให้คำแนะนำสั้นๆ และรับปากว่ามาครั้งหน้าจะเอาหนังสือนวโกวาทมาให้อ่าน ต่อมาไม่นานพี่เณรก็กลับมาหาและเอาหนังสือมาให้ตามสัญญา ผมดีใจว่าจะได้อ่านหนังสือได้รู้อะไรบ้าง แต่หลวงตากลับไม่ให้หนังสือ บอกว่าหนังสือธรรมะเป็นของสูงต้องเก็บไว้ที่สูง เอาไปอ่านเล่นไม่ได้เดี๋ยวขี้กลากจะกินหัว
แหม... พอได้ยินสมัญญาว่าขี้กลากก็ขนลุก เพราะมันเล่นงานเมื่อไหร่ ไม่ต้องสาธยายว่าคันสุดยอดขนาดไหน ถ้าขี้กลากกินหัวบนไม่มันเท่าไหร่หรอก ถ้ากินหัวล่างนี่สิแล้วจะรู้ว่าโชคร้ายเป็นยังไง ผมจึงกลัวหนังสือธรรมะตั้งแต่วันนั้น ไม่ต่างจากคนเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากลัวน้ำ เจ้าหนังสือเล่มน้อยที่น่าอ่านไปนอนภาวนาสงบนิ่งหลับสบายอยู่บนหิ้งบูชาของหลวงตาเรียบร้อยโรงเรียนจีน และวันนั้นผมก็หมดความสงสัย มิน่าล่ะผมจึงเห็นวัดส่วนใหญ่เก็บหนังสือไว้ในตู้คัมภีร์แล้วล็อคกุญแจอย่างดี เพราะกลัวว่าขี้กลากจากคัมภีร์ธรรมะจะวิ่งออกมาเพ่นพ่านกินกบาล (หัว) พระเณรนี่เอง ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ใครเผลอไปเปิดตู้คัมภีร์เลย เดี๋ยวขี้กลากวิ่งออกมาเพ่นพ่านจะหายาซีม่าไม่ทันการณ์
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดผมตัดสินใจไปเผชิญหน้ากับขี้กลาก ผมขอพี่เณรให้พาผมไปด้วย ผมอยากเรียนหนังสือ ผมจึงได้ติดสอยห้อยตามพี่เณรไปเรียน ณ วัดพิชโสภาราม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ไกลจากหมู่บ้านผมประมาณ 7 กิโลเมตร ผมไปถึงสำนักได้พบสิ่งที่แตกต่างจากหลวงตาสอน ผมเห็นพระเณรนั่งท่องหนังสือเรียนกันสลอน อ่านหนังสือธรรมะกันอย่างขมักเขม้น ผมยังไม่รู้หรอกว่าเขาเรียนอะไรกัน แต่ที่น่าสังเกตคือไม่เห็นมีใครกลัวขี้กลากสักคน... หรือว่าสำนักนี้มีมนต์คาถาดีสามารถสกัดขี้กลากออกจากหนังสือธรรมะได้หว่า... น่าสนใจแฮะ ผมจินตนาการไปตามประสาเด็กโง่ (โปรดติดตามตอนต่อไป)
แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 09 ตุลาคม 2009 เวลา 23:02 น.)
Copyright © 2006 - 2010 Wat Rattanavanaram, USA: วัดรัตนวนาราม สหรัฐอเมริกา
A 501 (C) (3) Nonprofit Religious Organization
2275 Thomas Sumter Highway
Sumter, SC 29153-9514 USA
Tel. 803-469-2494
All Rights Reserved.