Sumter Radio |
วิทยุพระพุทธศาสนาวัดพืชโสภาราม |
Thaiput Radio |






![]() | วันนี้ | 36 |
![]() | วานนี้ | 171 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 645 |
![]() | สัปดาห์ที่แล้ว | 1014 |
![]() | เดือนนี้ | 1187 |
![]() | เดือนที่แล้ว | 4027 |
![]() | ทั้งหมด | 75461 |
บทความทั่วไป
บทความตีพิมพ์วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์
.................................................
โดย...พระมหาธนสิทธิ์ สิทฺธิญาโณ
บทนำ
คลิป (Clip) เป็นภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกจากกล้องถ่ายวีดิโอ หรือโทรศัพท์มือถือ อาจจะมีขนาดสั้นหรือยาวก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของหน่วยความจำ (memory card) ที่อยู่ภายในตัวเครื่อง คนรุ่นใหม่ในโลกยุคนี้นิยมใช้อุปกรณ์บันทึกภาพเหล่านี้ถ่ายและบันทึกภาพต่างๆเก็บไว้ดู การถ่ายคลิปภาพจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประชานิยม หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆว่า “วัฒนธรรมป๊อป” ซึ่งเป็นคำที่ย่อมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “popular culture” ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ สื่อมวลชนแทบทุกแขนงได้เสนอข่าวเกี่ยวกับคลิปหลุดของคนในวงการบันเทิงซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องทั้งในบ้านเราและในประเทศเพื่อนบ้าน กรณีคลิปหลุดเกิดจากการถ่ายคลิปเก็บไว้แล้วปรากฏว่าอุปกรณ์ที่บันทึกข้อมูลคลิปนั้นเกิดหายไป และมาพบอีกครั้งเมื่อคลิปกลายเป็นข่าวทางสื่อต่างๆ หรือถูกนำไปเผยแพร่ออกไปผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Internet)
คลิปหลุดอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะภาพในคลิปเป็นภาพลับที่คนในภาพไม่อยากเปิดเผย เช่น ภาพขณะมีเพศสัมพันธ์ ภาพเปลือยกาย ไม่ว่าจะถ่ายภาพนั้นด้วยเจตนาใดก็ตาม เมื่อคลิปประเภทนี้ถูกแพร่ออกไปก็กลายเป็นประเด็นคลิปฉาวให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ข้อมูลจากสื่อต่างๆทำให้ทราบว่า คลิปหลุดเหล่านี้เป็นภาพของคนจากหลากหลายวงการ ความสนใจของสังคมที่มีต่อคลิปนั้นขึ้นอยู่กับว่าคนในคลิปเป็นใคร ถ้าเป็นคนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในทางสังคม เช่น คนในวงการบันเทิง ก็จะยิ่งทำให้เกิดกระแสความสนใจเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่ตามก็คือ คนในคลิปได้รับความเสียหาย ไม่ว่าคลิปหลุดนั้นจะเกิดจากสาเหตุใด ก็มักเกิดผลกระทบต่อคนในคลิปเสมอ บทความนี้ต้องการใช้หลักพุทธจริยศาสตร์ในการศึกษาปรากฏการณ์คลิปฉาวในสังคมในประเด็นปัญหาเชิงจริยธรรมเพื่อตอบคำถามทางจริยธรรมเช่น การถ่ายคลิปผิดศีลธรรมหรือไม่ การถ่ายคลิปเป็นเสรีภาพของปัจเจกบุคคลจริงหรือไม่ กรณีคลิปฉาวหลุดมีผลกระทบต่อสังคมในเชิงจริยธรรมอย่างไรบ้าง ผู้เขียนคิดว่า บทความนี้จะทำให้เห็นว่าคลิปฉาวนั้นเป็นปัญหาจริยธรรมซึ่งมีผลทำให้สังคมอ่อนแอและอาจเป็นช่องทางให้เกิดปัญหาจริยธรรมอื่นๆขึ้นในสังคมด้วย
ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาประเด็นปัญหาเกี่ยวกับคลิปฉาว ผู้เขียนจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงพื้นฐานที่มาของจริยธรรมเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ทำให้สังคมเรามีหลักในการตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว เมื่อเกิดปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมบางอย่างขึ้นในสังคม ในความเข้าใจของผู้เขียน การที่เราตั้งคำถามว่า พฤติกรรมนี้ถูกต้องหรือไม่เป็นต้นก็เพราะเรามีหลักจริยธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคมมนุษย์นั่นเอง ถ้าไม่มีจริยธรรมในสังคม คำถามดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะการจะบอกว่าผิดหรือถูกก็ต้องมีเหตุผลมารองรับว่า ผิดเพราะอะไร หรือ ถูกเพราะอะไร เป็นต้น
โดยทั่วไป คำว่า “จริยธรรม” นั้นเป็นคำไทยที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อแปลความหมายของคำในภาษาอังกฤษว่า ethic หรือ morality และบัญญัติคำว่า “จริยศาสตร์” สำหรับคำว่า “ethics” หากจะชี้ถึงความต่างกันระหว่างจริยธรรม กับ จริยศาสตร์ ในทางปรัชญา เราอาจเข้าใจจริยธรรมในฐานะเป็นหลักการสำหรับการปฏิบัติตาม พฤติกรรมไหนที่ผิดหรือถูกตามหลักจริยธรรม เราก็สามารถจะรู้ได้โดยพิจารณาพฤติกรรมร่วมกับหลักจริยธรรมนั้น หลักจริยธรรมจึงมี ๒ ลักษณะ คือ หลักที่บอกเราว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร และหลักที่ใช้ตรวจสอบว่าที่เราปฏิบัตินั้นถูกหรือไม่ ส่วนจริยศาสตร์นั้นเป็นระบบการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความดี ความชั่ว ถูก ผิด เป็นต้นซึ่งมีเนื้อหาที่กว้างกว่าจริยธรรมสำหรับปฏิบัติ
จริยธรรมที่สังคมมนุษย์ใช้เป็นหลักในการตรวจสอบพฤติกรรมของคนในสังคมเกิดจากแนวคิดสำคัญ ๒ แนวคิดคือ ๑) แนวคิดว่า ความผิด ถูก ดีชั่ว ตัดสินได้จากหลักจริยธรรมที่สังคมนั้นถือปฏิบัติอยู่ ถ้าหลักจริยธรรมบอกว่า พฤติกรรมนี้ผิด คนในสังคมไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้ามีพฤติกรรมอย่างนั้นก็ชื่อว่า ทำผิดจริยธรรม และย่อมได้รับโทษไปตามสมควรแก่ความผิด โดยที่หลักจริยธรรมนี้อาจอยู่ในรูปของข้อกฎหมายอันเป็นกติกาที่สังคมยอมรับร่วมกัน หรือมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมประเพณี หรือ คำสอนทางศาสนาที่สังคมนั้นนับถือกันอยู่ ๒) แนวคิดที่ว่า ความผิดความถูกนั้นเป็นความจริงตามธรรมชาติที่เป็นสากล ไม่ขึ้นต่อความเห็นหรือความเชื่อใครหรือของลัทธิศาสนาใด การกระทำของมนุษย์จะผิดถูกอยู่ที่การกระทำนั้น หมายความว่า ความดีความชั่วอยู่ที่พฤติกรรมนั้นแล้วอย่างสมบูรณ์ การพิจารณาโทษแก่ผู้ทำผิดหรือการให้รางวัลแก่ผู้ทำดีเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้ อาจกล่าวได้ว่า การกระทำผิดหรือถูกของมนุษย์นั้น ตัดสินโดยกฎ ๒ อย่างคือ กฎที่คนหรือสังคมกำหนดขึ้น และกฎธรรมชาติ ในทางตะวันตกนั้น จริยธรรมมีพื้นฐานมาจากคำสอนของศาสนาคริสต์ซึ่งเชื่อในพระเจ้า การปฏิบัติผิดจริยธรรมจึงถือว่าผิดเพราะขัดต่อพระบัญชาของพระเจ้า ส่วนจริยธรรมทางพุทธศาสนาที่เราจะใช้นั้นโยงอยู่กับความจริงตามธรรมชาติ การปฏิบัติผิดจริยธรรมจึงถือว่าผิดเพราะเป็นไปตามกฎธรรมชาติ การอภิปรายประเด็นปัญหาในบทความนี้จะใช้หลักจริยศาสตร์ตามแนวพุทธในการพิจาณาว่าพฤติกรรมการถ่ายคลิปถูกหรือผิด เป็นต้น นักวิชาการบางท่านจำแนกระบบพุทธจริยศาสตร์ออกเป็น ๒ ส่วน คือ จริยศาสตร์ส่วนบุคคลที่ช่วยให้ปัจเจกบุคคลดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุขกับจริยศาสตร์ส่วนสังคมที่ช่วยให้สังคมส่วนรวมดำรงอยู่อย่างปกติสุขด้วยซึ่งจริยศาสตร์ส่วนนี้ก็เกิดจากการที่ทุกคนในสังคมปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ส่วนบุคคลนั่นเอง
ในทางพุทธจริยศาสตร์ มีหลักสำคัญสำหรับการพิจารณาว่า อะไรเป็นความดี อะไรเป็นความชั่ว ถ้าเป็นความดี ท่านเรียกว่า “กุศล” และถ้าเป็นความชั่ว เรียกว่า “อกุศล” ปราชญ์ทางพุทธศาสนาอธิบายความหมายไว้ว่า กุศล ได้แก่ ความฉลาด ความดีงาม สภาพที่เป็นบุญ ต้านโรคหรือตัดสิ่งชั่วร้ายที่น่ารังเกียจ ส่วนอกุศล หมายถึง สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล ในคัมภีร์อรรถกถาอภิธรรม ท่านแสดงลักษณะของกุศลไว้ ๔ นัย คือ ๑) อาโรคยะ ความไม่มีโรค ๒) อนวัชชะ ไม่มีโทษหรือไร้ข้อตำหนิ ๓) โกศลสัมภูต เกิดจากปัญญา หรือความฉลาด ๔) สุขวิบาก มีความสุขเป็นวิบาก เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายที่ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนจะยกข้อความที่พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แสดงไว้ในหนังสือพุทธธรรมมาประกอบการอธิบายดังนี้
๑) อาโรคยะ ความไม่มีโรค คือสภาพจิตที่ไม่มีโรค อย่างที่นิยมเรียกกันบัดนี้ว่า สุขภาพจิต หมายถึง สภาวะหรือองค์ประกอบที่เกื้อกูลแก่สุขภาพจิต ทำให้จิตไม่ป่วยไข้ ไม่ถูกบีบคั้น ไม่กระสับกระสับกระส่าย เป็นจิตแข็งแรง คล่องแคล่ว สบาย ใช้งานได้ดี เป็นต้น
๒) อนวัชชะ ไม่มีโทษหรือไร้ตำหนิ แสดงถึงภาวะที่จิตสมบูรณ์ ไม่บกพร่องไม่เสียหาย หรือไม่มีของเสีย ไม่มัวหมอง ไม่ขุ่นมัว สะอาด เกลี้ยงเกลาเอี่ยมอ่อง ผ่องแผ้ว เป็นต้น
๓) โกศลสัมภูต เกิดจากปัญญาหรือเกิดจากความฉลาด หมายถึง ภาวะจิตประกอบอยู่ด้วยปัญญา หรือมีคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งเกิดจากความรู้ความเข้าใจ สว่าง มองเห็นหรือรู้เท่าทันความเป็นจริง สอดคล้องกับหลักที่ว่ากุศลธรรมมีโยนิโสมนสิการ คือความรู้จักคิดแยบคายหรือรู้จักทำใจอย่างฉลาดเป็นปทัฏฐาน
๔) สุขวิบาก มีสุขเป็นวิบาก คือเป็นสภาพที่ทำให้มีความสุข เมื่อกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจ ย่อมเกิดความสุขสบายคล่องใจในทันทีนั้นเอง ไม่ต้องรอว่าจะมีผลตอบแทนภายนอกหรือไม่ เหมือนกับว่า เมื่อร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคเบียดเบียน (อโรค) ไม่มีสิ่งสกปรกเสียหาย มลทินหรือของที่เป็นพิษภัยมาพ้องพาน (อนวัชชะ) และรู้ตัวว่าอยู่ในที่มั่นคงปลอดภัยถูกต้องเหมาะสม (โกศลสัมภูต) ถึงจะไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดพิเศษออกไป ก็ย่อมมีความสบายได้เสวยความสุขอยู่แล้วในตัว
ส่วนการกระทำที่ไม่ดี หรือเป็นอกุศลนั้นสามารถกำหนดเทียบเคียงได้กับการกระทำที่เป็นกุศลที่กล่าวแล้ว คือ ภาวะที่มีโทษ ภาวะที่จิตไม่สมบูรณ์ปราศจากปัญญาหรือไม่มีความฉลาด มีความทุกข์เป็นผลหรือเป็นวิบาก พุทธจริยศาสตร์ยังได้เสนอเกณฑ์สำหรับตัดสินว่า การกระทำไหนดี หรือไม่ดี ถูกหรือผิด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ
๑. ตัดสินโดยพิจารณาบ่อเกิดของการกระทำ เราอาจจะเรียกว่า“ต้นเหตุ”ที่ทำให้เกิดการกระทำที่ดีและไม่ดี ดังที่พระพุทธวจนะที่ตรัสว่า
กรรมใดซึ่งบุคคลกระทำแล้วด้วยความโลภ เกิดแต่ความโลภ มีความโลภเป็นเหตุ มีความโลภเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นอกุศล (กรรมชั่ว)... กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความโกรธ เกิดแต่ความโกรธ มีความโกรธเป็นเหตุ มีความโกรธเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นอกุศล...กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความหลง เกิดแต่ความหลง มีความหลงเป็นเหตุ มีความหลงเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นอกุศล...กรรมนั้นมีโทษ มีทุกข์เป็นผล เป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป ไม่เป็นไปเพื่อดับกรรม..
กรรมใดซึ่งบุคคลกระทำแล้วด้วยความไมโลภ เกิดแต่ความไม่โลภ มีความไม่โลภเป็นเหตุ มีความไม่โลภเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นกุศล (กรรมดี)... กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความไม่โกรธ เกิดแต่ความไม่โกรธ มีความไม่โกรธเป็นเหตุ มีความไม่โกรธเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นกุศล...กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความไม่หลง เกิดแต่ความไม่หลง มีความไม่หลงเป็นเหตุ มีความไม่หลงเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นกุศล...กรรมนั้นไม่มีโทษ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อดับกรรม..ไม่เป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป
เกณฑ์พิจารณาความดีความชั่วในพุทธพจน์นี้เสนอให้ตัดสินการกระทำว่าดีหรือชั่วโดยพิจารณาจากสภาพจิตขณะลงมือกระทำ ถ้าการกระทำใดเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง การกระทำนั้นเป็นอกุศล คือ กรรมไม่ดี ส่วนการกระทำใดเกิดจากความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง การกระทำนั้นเป็นกุศล คือ กรรมดี
๒. ตัดสินโดยพิจารณาที่ผลของการกระทำ โดยดูว่าการกระทำนั้นมีลักษณะอย่างไรและมีผลอย่างไร ดังที่พุทธวจนะในพระสูตรว่า
...เมื่อใดท่านพึงรู้ด้วยตัวเองนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครปฏิบัติให้เต็มที่แล้วเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ดังนี้ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย...เมื่อใดท่านพึงรู้ด้วยตัวเองนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครปฏิบัติให้เต็มที่แล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขดังนี้ ท่านควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นเสีย
การพิจารณาโดยดูที่ผลหมายถึงผลหรือชนิดของกรรมว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งต้องอาศัยเกณฑ์ที่๑ มาช่วยในการพิจารณา ตามด้วยการดูที่ผลของกระทำว่าก่อให้เกิดโทษหรือไม่ ผู้รู้ติเตียนการกระทำนั้นหรือไม่ และกรรมนั้นมีผลที่เอื้อต่อการให้เกิดประโยชน์สุขหรือไม่ โดยนัยนี้หากกรรมนั้นมีผลในแง่บวก การกระทำนั้นเป็นกุศล ควรทำ หากกรรมนั้นมีผลในแง่ลบ การกระทำนั้นจัดเป็นอกุศล ไม่ควรทำหลักการตัดสินกรรมหรือการกระทำที่กล่าวมานี้เป็นการอธิบายอย่างหยาบ บางกรณีอาจเป็นกรรมที่ซับซ้อนมีประเด็นรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างมากซึ่งผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ เพราะมีจุดประสงค์ในการพิจารณาปัญหาคลิปฉาวเป็นสำคัญ
ปัญหาจริยธรรมนั้นมีหลายระดับ เช่น จริยธรรมครอบครัว จริยธรรมองค์กร จริยธรรมผู้บริหาร การมีพฤติกรรมที่ขัดแย้งต่อหลักจริยธรรมถือว่าผิดจริยธรรม สังคมไทยเรานั้นเป็นที่อยู่รวมกันของคนหลายศาสนาแต่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา พื้นฐานทางจริยธรรมทุกระดับของสังคมไทยนั้นจึงได้มาจากหลักคำสอนทางศาสนา เมื่อมีการประพฤติผิดต่อจริยธรรมระดับใดระดับหนึ่งก็มักจะเป็นความผิดต่อศีลธรรมทางศาสนาด้วย อาจกล่าวได้ว่า หากปฏิบัติเคร่งครัดในหลักศีลธรรมทางศาสนาก็จะช่วยให้ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องต่อจริยธรรมระดับอื่นๆด้วย
ในประเด็นการถ่ายคลิป ถ้าเราจะมองในกรอบของจริยธรรมทางสังคมที่ถือว่าพฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้นจะถูกต้องก็ต่อเมื่อถูกกระทำอย่างเหมาะสม และจะถูกมองเป็นเรื่องลามกอนาจาร ถ้าหากขาดความเหมาะสม ความเหมาะสมในที่นี้หมายความว่า การร่วมเพศนั้นเป็นกิจกรรมส่วนตัวจึงควรทำในที่ลับตาเพื่อไม่ให้เกิดความน่ารังเกียจ เราก็จะเห็นว่าการที่กิจกรรมทางเพศถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวิดีโอนั้นไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจของผู้ถ่ายด้วย ปัญหาคลิปฉาวนี้จึงเกิดจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนั้นได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคม พฤติกรรมทางเพศนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากมันถูกกระทำถูกที่ถูกทาง แต่การที่คนมีพฤติกรรมทางเพศบางครั้งสังคมกลับรับไม่ได้ ปัญหาเช่นนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากสังคมไม่ยอมรับการร่วมเพศ แต่ที่สังคมไม่ยอมรับอาจเป็นเพราะเห็นว่าการถ่ายคลิปอยู่ในฐานะเป็นสื่อลามกประเภทหนึ่งซึ่งอาจมีความหมายเท่ากับหนังโป๊ทั่วๆไปที่เป็นของต้องห้ามจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่ ยิ่งภาพในคลิปนั้นเป็นคนที่ตนเองชื่นชอบยิ่งเกิดปฏิกิริยาเพิ่มมากขึ้น เราจะพิจารณาประเด็นนี้ในรายละเอียดต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากเราเปรียบเทียบกรณีคลิปฉาวกับปัญหาทางจริยธรรมด้านอื่นๆเช่น โทษประหารชีวิต ปัญหาการทำแท้ง หรือปัญหาที่เกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างการโคลนมนุษย์ เป็นต้น จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนคือ ประเด็นทางจริยธรรมที่กล่าวมานั้นเป็นปัญหาสำคัญในแง่ที่ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิตระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม แต่เนื่องจากอาจก่อให้เกิดผลกระทบบางอย่างขึ้นตามมาจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญาในการพิจารณาเพื่อทำความเข้าใจกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน เราอาจจะเรียกปัญหาเหล่านี้ได้ว่าเป็นปัญหาทางจริยธรรมโดยความจำเป็น แต่การถ่ายคลิปส่วนตัวเพื่อเก็บไว้ดูนั้นไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ไหนก็จะเห็นว่าไม่น่าจะมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของใครทั้งสิ้น ปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดจากการถ่ายคลิปจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นประเด็นทางจริยธรรมโดยไม่จำเป็น
ผู้เขียนจะวินิจฉัยประเด็นการถ่ายคลิปตัวเองว่าเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมหรือไม่ ส่วนกรณีการถ่ายคลิปตัวเองขณะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่เขาไม่ได้ยินยอม(ข่มขืน)หรือการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก การถูกแอบถ่ายและการดูคลิป ผู้เขียนคิดว่าเป็นกรณีที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจอยู่แล้วว่าถูกหรือผิด จึงจะข้ามประเด็นเหล่านี้ไป ปัญหาว่าการถ่ายคลิปตัวเองผิดศีลธรรมหรือไม่นี้เป็นปัญหาละเอียดอ่อนที่ไม่ง่ายนักที่จะตอบ เพราะการถ่ายคลิปตัวเองนั้นดูเหมือนจะไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำต่อตัวเองโดยไม่ได้ละเมิดคนอื่น เช่นเดียวกับการสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง หรือ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองของตน กรณีเหล่านี้เราจะเห็นว่าไม่เป็นการผิดศีล และกฎหมายก็ไม่ได้เอาผิด หากทำในที่เหมาะสมและไม่ใช่การอนาจาร แต่ถ้าหากการกระทำเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายวิดีโอและอยู่ในรูปของคลิปแล้วจะเป็นการกระทำที่ผิดศีลหรือไม่ ผู้เขียนคิดว่า เราอาจเปรียบเทียบกรณีนี้กับสื่อลามกประเภทหนังโป๊ หรือคลิปที่แปลงมาจากหนังโป๊ หนังโป๊นั้นถูกถ่ายทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งนักแสดงชาย-หญิงก็ยินยอมพร้อมใจเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทุกขั้นตอนจึงดำเนินไปเพื่อจุดประสงค์นั้น แต่ในสังคมประเทศเรานั้น กรณีการถ่ายทำและการซื้อขายหนังโป๊นี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม กรณีการถ่ายคลิปตัวเองอาจจะต่างจากหนังโป๊ตรงที่ผู้ถ่ายต้องการถ่ายเก็บไว้ดูเฉพาะตัว ไม่ได้มีเจตนาที่จะถ่ายเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การถ่ายคลิปจึงไม่มีความผิดในแง่กฎหมาย แต่ในแง่ศีลธรรมอาจจะยังเป็นเครื่องหมายคำถาม เราจะเห็นว่าในหลายกรณีที่การกระทำของเราไม่ผิดต่อข้อกฎหมาย เช่น การดื่มเหล้า การซื้อล๊อตเตอรี่ของรัฐบาล แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการกระทำเหล่านี้ผิดศีลธรรม
อนึ่ง เมื่อเกิดกรณีคลิปฉาวหลุด มักมีคนจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นใจผู้เสียหายในคลิปด้วยการอ้างกันว่า การถ่ายคลิปตัวเองนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่มีเจตนาถ่ายเพื่อให้คนอื่นดู ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนผู้ถ่ายจึงไม่ผิด ผู้ที่นำคลิปของคนอื่นไปเผยแพร่และผู้ดูคลิปนั้นต่างหากที่ผิดฐานล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้อื่น ต่อข้ออ้างนี้ ผู้เขียนไม่ปฏิเสธว่า คนที่นำคลิปคนอื่นไปเผยแพร่และคนดูคลิปนั้นทำผิดศีลธรรม แต่ในกรณีการอ้างสิทธิเสรีภาพในการกระทำเพื่อจะบอกว่า ไม่ผิดนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ผู้เขียนจะเสนอต่อไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าการอ้างสิทธิ์นั้นไม่สมเหตุสมผลอย่างไร
หากจะถามว่า คนถ่ายคลิปตัวเองเป็นคนไม่ดีใช่หรือไม่ เราอาจตอบได้ว่า การถ่ายคลิปอาจจะไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ในตัวเองว่าผู้ถ่ายเป็นคนดีหรือไม่ แต่หากเราจะเอาผลของการกระทำเป็นมาตรฐานวัดระดับความดีหรือไม่ดี เราก็จะเห็นว่า การถ่ายคลิปตัวเองไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ก็อาจทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนได้ ในทางพุทธจริยศาสตร์ การกระทำของมนุษย์ทุกอย่างจัดเป็นกรรม โดยทั่วไป คนเราจะแสดงพฤติกรรมออกมา ๓ ช่องทางคือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ การใช้ชีวิตของคนเราดำเนินไปโดยการแสดงพฤติกรรมออกมาทางช่องทางทั้ง ๓ นั้น เมื่อมีการทำกรรมก็ย่อมมีผลของกรรมติดตามมาด้วยเสมอ ไม่ว่ากรรมนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าคนเราทำกรรมและได้รับผลของกรรมอยู่ตลอดเวลา โดยนัยนี้ การถ่ายคลิปถึงไม่อาจพ้นจากความเป็นกรรมไปได้ เมื่อเป็นกรรม ก็ย่อมได้รับผลของกรรม กรณีการถ่ายคลิปอาจแบ่งกรรมและผลของ
กรรมออกเป็น ๒ แบบคือ
๑)แบบกรรมและผลของกรรมโดยตรง เมื่อมีการถ่ายคลิป โดยผู้ถ่ายมีความจงใจด้วยคิดว่าจะเก็บไว้ดู ถือว่าเป็นกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ได้เกิดจากการใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เป็นการกระทำด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากพิจารณาถึงกระบวนการในรายละเอียดจะเห็นได้ว่า การถ่ายคลิปเกิดจากโมหเจตสิก อันเป็นอกุศลมูล ตามที่กล่าวมาแล้วว่า การกระทำที่เกิดจากอกุศลมูลจะมีผลที่เป็นอกุศลเสมอ จะเห็นว่า คลิปนั้นเป็นผลที่เกิดต่อเนื่องจากการถ่าย ในทางตรงข้าม
คลิปนั้นจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีการถ่าย การถ่ายคลิปด้วยอกุศลเจตนาเป็นเหตุให้ได้คลิปซึ่งจะเกิดผลที่เป็นความทุกข์ขึ้นมาเสมออาจจะเป็นเมื่อใดก็ได้ หมายความว่า ผู้ที่ถ่ายคลิปได้ชื่อว่าสร้างเหตุที่ไม่ดีไว้ และเหตุที่ไม่ดีนั้นก็พร้อมที่จะให้ผลเป็นความทุกข์แก่ตนเองได้ทุกเมื่อ ดังนั้น เมื่อมีการถ่ายคลิป ผลที่โดยตรงก็คือ การได้คลิปอันเกิดจากการถ่ายนั้น
๒)แบบกรรมและผลของกรรมในระยะยาว แบบที่๒นี้ก็มีกระบวนการเริ่มต้นเหมือนแบบที่๑ คือ การถ่ายคลิป(ด้วยอกุศลเจตนา)แล้วเก็บไว้ (ด้วยโมหเจตสิก) ผลกรรมระยะยาวก็คือ ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการเก็บคลิปนั้นไว้ เมื่อมีการเก็บไว้ก็ห่วงกลัวว่าจะหาย ยิ่งเมื่อคลิปนั้นหายไปจริงๆจิตใจก็เป็นกังวล เพราะไม่รู้ว่าคลิปนั้นจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อใด และเมื่อคลิปนั้นกลายเป็นข่าวอื้อฉาว ผู้ถ่ายคลิปก็จะรู้สึกผิด เสียใจกับการกระทำของตนเอง นั่นคือผลของอกุศลกรรมในระยะยาว เราจะเห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนขึ้น เมื่อเปรียบการทำสิ่งที่ไม่ดีกับการทำสิ่งที่ดี จิตใจจะเป็นทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงการกระทำที่ไม่ดี และไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ นั่นคือผลของอกุศลกรรม แต่ความว้าวุ่นใจเป็นทุกข์นี้จะไม่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นกุศล อาจจะมีผู้แย้งว่า ถ้าในกรณีที่ผู้ถ่ายมีความตั้งใจลบคลิปนั้นแล้วแต่ปรากฏว่ามีผู้กู้คืนกลับมาแล้วนำไปเผยแพร่ เราจะอธิบายผลที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะผู้ถ่ายลบคลิปที่ตัวเองถ่ายเรียบร้อยไปแล้ว คำตอบก็คือ ในกรณีนี้ ถึงผู้ถ่ายจะลบคลิปไปแล้ว แต่มีผู้สามารถกู้คืนกลับมาได้ ก็เพราะมีสาเหตุมาจากมีการถ่ายคลิปเป็นเบื้องต้นก่อนแล้ว ถ้าไม่มีการถ่าย การลบก็ไม่เกิด และเมื่อไม่มีการถ่ายและการลบ การกู้คืนจะมีไม่ได้เช่นกัน
๒.๒ การอ้างสิทธิ์และเสรีภาพในการถ่ายคลิปถูกต้องหรือไม่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนเราพอใจที่จะถ่ายคลิปของตัวเองก็น่าจะถ่ายได้ เพราะไม่ได้ถ่ายคนอื่นจึงไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ดังนั้น การถ่ายคลิปส่วนตัวจึงไม่ผิดเพราะเป็นสิทธิ์และเสรีภาพส่วนตัวไม่เกี่ยวกับคนอื่น ผู้เขียนคิดว่า การอ้างเช่นนี้ถือว่า เรายึดถือสิทธิ์และเสรีภาพมากเกินไปจนมองข้ามความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม เพราะในการอยู่ร่วมกับสังคมเราไม่อาจใช้สิทธิ์และเสรีภาพได้ทุกกรณี การอ้างสิทธิ์เพื่อให้การกระทำของตนได้รับการยอมรับเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ในทางตรรกะถือว่า เป็นการอ้างเหตุผลที่ผิด เช่น การอ้างว่า การใส่เสื้อสายเดี่ยวไม่ผิดเพราะมันเป็นสิทธิ์ส่วนตัว ในความเป็นจริง แม้การกระทำบางอย่างจะเป็นสิทธิ์ส่วนตัวก็ไม่ได้หมายความว่า การกระทำนั้นจะถูกต้อง เช่น การที่คนเราจะกินอุจจาระตัวเองด้วยการอ้างสิทธิ์ซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว แม้การกินอุจจาระจะไม่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายเอาผิดไม่ได้ในกรณีกินอุจจาระของตนเอง แต่ใครจะยอมรับว่า การอ้างสิทธิ์ในการกินอุจจาระว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือ การที่เราเอาเงินของตัวเองเกือบทั้งหมดไปซื้อล๊อตเตอรี่ และเอาส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนน้อยไปซื้ออาหารเก็บไว้กินโดยการอ้างว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล การอ้างสิทธิ์เพื่อความถูกต้องของการกระทำเช่นนี้ย่อมไม่ได้รับการยอมรับ ในกรณีการถ่ายคลิปก็เช่นกัน การถ่ายคลิปอาจเป็นสิทธิ์และเรามีเสรีภาพเต็มที่ในการที่จะถ่ายคลิป แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะคงไม่มีใครบอกว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ในทางตรรกะจึงเรียกกรณีการอ้างเช่นนี้ว่าเป็นการให้เหตุผลผิด(Fallacy) จะเห็นว่า การทำบางอย่างแม้จะเป็นสิทธิ์และมีเสรีภาพที่จะทำแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง หากจะกล่าวตามแนวคิดทางปรัชญา ในปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ฌอง ปอล ซาร์ตร์ซึ่งให้ความสำคัญแก่ประเด็นเสรีภาพของมนุษย์มากโดยกล่าวว่า มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ถูกสาปให้มีเสรีภาพเต็มที่ ความมีเสรีภาพจึงเป็นแก่นแท้และบทนิยามความหมายของคำว่า “มนุษย์” ในปรัชญาของซาร์ตร์ แต่ซาร์ตร์ก็เสนอว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม คนๆหนึ่งเรียกว่าปัจเจกชน ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การกระทำใดก็ตามที่ปัจเจกชนทำแล้วเกิดผลกระทบต่อสังคม ปัจเจกชนย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น หมายความว่า คนเรามีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ ในทัศนะของซาร์ตร์ เสรีภาพที่คนเรามีอยู่อย่างเต็มที่ก็คือเสรีภาพในการเลือกโดยไม่มีขีดจำกัด ไม่มีอะไรมาขัดขวางเสรีภาพที่ว่านี้ได้ แต่การเลือกของเรานั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ ถ้าเราตัดสินใจเลือกที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็หมายความว่า เราพร้อมที่จะรับผิดชอบกับผลที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน เมื่อพิจารณาถึงผลของการกระทำ เราจะเห็นว่า กรรมบางอย่างมีผลต่อตัวเอง กรรมบางอย่างมีผลต่อคนอื่น และกรรมมีผลทั้งแก่ตัวเองและคนอื่น นี่คือ ระบบกรรมและการให้ผลหรือความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับกรรม การทำกรรมทุกอย่างของคนเราไม่ใช่จะมีผลเฉพาะตัวผู้กระทำเท่านั้น เราจึงไม่อาจมองข้ามการกระทำของเราที่อาจส่งผลต่อคนอื่นๆ
ต่อประเด็นคำถามว่า ความผิดถูกของการถ่ายคลิปขึ้นอยู่กับความเป็นคนมีชื่อเสียงของคนในคลิปด้วยหรือไม่ ผู้เขียนคิดว่า หากเราใช้หลักพุทธจริยศาสตร์มาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เราจะเห็นว่า ความดี ชั่วถูกผิดเป็นเรื่องกฎธรรมชาติ และกฎที่ว่านี้พุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นกฎสากล ผู้ทำสิ่งที่ผิดไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามถือว่าผิดเหมือนกัน เช่นเดียวกับความดี ไม่ว่าจะเป็นใครทำ ก็เป็นความดี ไม่ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง แต่หากจะมีความสงสัยว่า เมื่อเกิดกรณีคลิปฉาวขึ้นในสังคม ดูเหมือนกรณีคลิปของคนมีชื่อเสียงจะได้รับผลกระทบจากสังคมมากกว่าทั้งที่ทำกรรมอย่างเดียวกันคือการถ่ายคลิป เพื่อความเข้าใจชัดเจน เราอาจยกตัวอย่างมาประกอบเช่น สมมติว่ามีคนสองคน คนหนึ่งชื่อนาย ก เป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมในฐานะนักแสดง ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อนาย ข เป็นชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทั้งสองคนนี้ใช้โทรศัพท์มือถ่ายคลิปตัวเองขณะมีเพศสัมพันธ์ เมื่อคลิปที่ว่านี้ของทั้งสองคนหลุดออกไปสู่สาธารณชนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่า คลิปของนาย ก เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก นาย ก เองก็รู้สึกผิดที่เกิดเรื่องมัวหมองเช่นนี้ขึ้นด้วยเห็นว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่คนอื่นๆในสังคมจึงออกมารับผิดชอบด้วยการลาออกจากวงการบันเทิง และเงียบหายไปจากกระแสความนิยมของสังคมในที่สุด ขณะที่คลิปของนาย ข กลับไม่เป็นที่รู้จัก นาย ข ยังคงทำงานในตำแหน่งหน้าที่ของตนตามปกติ แม้จะรู้สึกใจหายบ้างที่คลิปหลุดออกไป แต่พอมาคิดว่า ตัวเองไม่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ความรู้สึกผิดจึงไม่ได้รบกวนจิตใจนาย ข ที่ทำให้ถึงกับต้องลาออกจากงาน ตัวอย่างที่กล่าวมานี้จะเห็นภาพของความแตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิงคือ ทั้งนาย ก แลนาย ข ต่างก็ทำสิ่งผิดในกรณีเดียวกันคือการถ่ายคลิปขณะร่วมเพศ แต่ทำไม คนทั้งสองจึงได้รับผลกระทบในกรณีคลิปหลุดไม่เท่ากัน ในทัศนะของผู้เขียน หากเราจะคิดหาเหตุผลข้อเท็จจริงตามกระบวนการของธรรมชาติ ผลที่เกิดต่อสังคมแรงไม่เท่ากัน คนถ่ายจึงได้รับผลไม่เท่ากัน อาจจะเรียกว่า เป็นความยุติธรรมตามการชดเชยโดยธรรมชาติอย่างเท่าเทียมกันในฐานะที่มนุษย์ทุกคนได้และเสียเท่ากันไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร จากตัวอย่างจะเห็นว่า นาย ก เป็นคนมีชื่อเสียงในวงกว้าง ซึ่งต่างจากนาย ข ที่แทบไม่เป็นที่รู้จัก การที่นาย ก มีชื่อเสียงมากกว่าทำให้ได้ผลตอบแทนจากสังคมที่ดีกว่า ไปไหนมาไหนผู้คนก็ห้อมล้อมขอลายเซ็น ขณะที่นาย ข ไปไหนมาไหนแทบไม่มีใครทักจึงถือว่า ไม่ได้รับผลตอบแทนของความเป็นคนมีชื่อเสียงจากสังคมเพราะไม่ใช่คนมีชื่อเสียง นาย ก กับ นาย ข แตกต่างกันชัดเจนคือ นาย ก ดัง แต่นาย ข ไม่ดัง ความดังและไม่ดังนี่เองที่ทำให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างระหว่างนายก กับ นาย ข คำถามคือ แล้วนาย ก กับนาย ข ได้รับการชดเชยตามธรรมชาติอย่างเท่าเทียมกันอย่างไร คำตอบก็คือ นาย ก ชดเชยความเป็นผู้มีชื่อเสียงด้วยผลกระทบอย่างรุนแรงจากสังคม ขณะที่นาย ข ถูกทดแทนความเป็นผู้ไม่มีชื่อเสียงโดยการที่นาย ข ไม่ต้องมีผลกระทบมากนักจากกรณีคลิปหลุด ทีนี้ หากเปรียบเทียบกรณีอื่นที่ไม่ใช่การถ่ายคลิป เช่น ความผิดฐานข่มขืนฆ่าของคนที่มีชื่อเสียงกับคนที่ไม่มีชื่อเสียง ถึงจะเป็นคดีเหมือนกัน แต่ความมีชื่อเสียงกับความไม่มีชื่อเสียงจะเป็นตัวช่วยในการทำให้ผลกระทบแตกต่างกัน ในกรณีนี้เราจะเห็นว่า คนมีชื่อเสียงกับคนไม่มีชื่อเสียงต่างโดนข้อหาหนักทั้งคู่ แต่ผลกระทบที่เกิดกับคนทั้งสองจะมีรายละเอียดที่ต่างกัน เพราะคนที่มีชื่อเสียงมักจะถูกคาดหวังจากสังคมในเรื่องของพฤติกรรมด้วย เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ ผลกระทบในแง่ของความเสื่อมความนิยมจากสังคมต่อคนมีชื่อเสียงจึงอาจเกิดขึ้นตามมาด้วย ส่วนคนไม่มีชื่อเสียงนั้นสังคมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วจึงไม่มีผลกระทบต่อความนิยมแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า กรณีการถ่ายคลิปและกรณีคลิปหลุดของคนไม่มีชื่อเสียงนั้นไม่ผิดศีลธรรม เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ถ่ายคลิปของตัวเองหรือของผู้อื่นถือว่ากระทำการอันไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะแตกต่างกันก็ตาม
น่าสังเกตว่า เมื่อมีพฤติกรรมที่ไม่ดีงามของคนผู้มีชื่อเสียงปรากฏตามสื่อต่างๆ ก็มักมีเสียงสะท้อนจากสังคมในทำนองตั้งคำถามว่า คนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก ทำไมไม่ทำตัวให้เหมาะสม อยู่ได้เพราะการสนับสนุนของสังคม ทำไมไม่ตอบแทนด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนในสังคม ผู้เขียนคิดว่า คำถามที่บ่งถึงความคาดหวังเช่นนี้ก่อให้เกิดความกดดันได้มากทีเดียว ในความเป็นจริง อาจมีบุคคลหลายกลุ่มที่ถูกสังคมคาดหวังในเรื่องพฤติกรรมที่ดีงาม เช่น ผู้นำชุมชน ข้าราชการ นักการเมือง โดยไม่ต้องพูดถึงบุคคลทางศาสนา เช่น นักบวช บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากสังคม แต่ความเป็นผู้มีชื่อเสียงก็ไม่ใช่เงื่อนไขของความเป็นคนดี เราไม่อาจคาดหวังพฤติกรรมของผู้มีศีลธรรมจากผู้มีชื่อเสียงในสังคมได้ เมื่อเราดูการแสดงของตลกผู้มีชื่อเสียง การที่เขาสามารถทำให้เราหัวเราะได้เป็นสิ่งที่เราคาดหวัง ความสนุกสนานและบันเทิงใจจึงเป็นสิ่งที่เราจะคาดหวังได้จากนักแสดงตลก ในขณะที่เราดูหนัง หรือละครที่รับบทโดยนักแสดงที่มีชื่อเสียง เราก็คาดหวังได้เพียงความสามารถทางการแสดง บางบทบาทเราก็อาจคาดหวังถึงรูปร่าง และหน้าตาของนักแสดงด้วย ผู้มีชื่อเสียงด้านอื่นๆก็เช่นกัน เราคาดหวังจากเขาได้ก็เฉพาะเรื่องที่ทำให้เขามีชื่อเสียงเท่านั้น ส่วนในด้านพฤติกรรม เราไม่อาจคาดหวังอะไรได้เลย เขาอาจเป็นคนดี หรือไม่ดีก็ได้ การเป็นคนดีนั้นเป็นเรื่องสำหรับทุกคน ไม่ใช่เรื่องที่เราจะคาดหวังจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การที่สังคมเรามีศีลธรรมและจริยธรรมหลายระดับก็เพื่อตอบสนองความเป็นคนดีของทุกคนในสังคม การเป็นคนดีหรือคนไม่ดีมีผลกระทบในตัวของมันเองอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องคาดหวัง ถ้าเป็นคนดี สังคมก็ได้รับประโยชน์จากความเป็นดีจากเขา อย่างน้อยสังคมก็ไม่ต้องวุ่นวายเพราะมีเขาเป็นต้นเหตุ สังคมจึงต้องการคนดีและยกย่องคนดี ถ้าเป็นคนไม่ดี สังคมก็อาจจะต้องยุ่งยากเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งมีกรณีคดีต่างๆที่มีต้นเหตุมาจากคนไม่ดีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มากมายในสังคม คนไม่ดีนั้นสังคมจำเป็นต้องกำจัดออกไปด้วยวิธีการทางกฎหมายเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ก่อความวุ่นวายขึ้น การยกย่องคนดีและการกำจัดคนชั่วจึงเป็นกลไกทางสังคมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของคนในสังคม จะเห็นว่า การเป็นคนดีจึงเป็นสิ่งที่เราคาดหวังจากทุกคนในสังคม การที่เราคาดหวังหรือเรียกร้องความเป็นคนดีจากคนเฉพาะบางกลุ่มย่อมเป็นการสร้างความกดดันให้กับคนกลุ่มนั้น และรู้สึกผิดมากเมื่อตัวเขาทำอะไรที่ไม่เหมาะสม เมื่อปรากฏว่าพฤติกรรมของเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวัง เราจึงรู้สึกผิดหวัง
กรณีคลิปฉาวเป็นประเด็นสำคัญที่กำลังถูกนำเสนอทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆอย่างต่อเนื่อง กระแสความนิยมของสังคมยุคบริโภคทำให้การถ่ายคลิปภาพลับของตัวเองซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจถูกกระทำกันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ โดยไม่มีการตั้งคำถามถึงความถูกผิด พฤติกรรมเช่นนี้สนับสนุนข้อสังเกตที่ว่าโลกของเราเจริญขึ้นเรื่อยๆ แต่จิตใจพัฒนาตามไม่ทันได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนคิดว่า ปัญหาจริยธรรมในโลกยุคใหม่อาจจะมีกรณีใหม่ๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากความซับซ้อนของสังคมและความซับซ้อนของความคิดมนุษย์ที่ไม่อาจหยั่งถึงเจตนาที่แท้ซึ่งจะทำให้การขบคิดแนวทางแก้ไขเป็นเรื่องที่ยากมากยิ่งขึ้นเช่นกัน คนเรายิ่งเห็นความสำคัญของวัตถุมากเท่าใดก็ยิ่งมองเห็นความสำคัญของจิตใจน้อยลงมากเท่านั้น ในทำนองเดียวกันถ้าเราให้ความสำคัญกับวิทยาการสมัยใหม่มากเกินไปก็มีโอกาสที่เราจะมองข้ามศาสนา การใช้แนวคิดทางศาสนามาช่วยในการตัดสินพฤติกรรมอาจจะถูกมองว่าเป็นการคาดหวังพฤติกรรมเชิงอุดมคติเกินไปโดยมองข้ามข้อเท็จจริงทางสังคมอันเป็นที่รวมกันของมนุษย์ที่หลากหลายทางความคิดและความเชื่อ ผู้เขียนคิดว่า คนในสังคมไม่ว่ามีพื้นฐานชีวิตจิตใจแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีร่วมกันก็คือ การมีชีวิตอยู่บนความสงบสุข หากเราปล่อยให้คนในสังคมแสดงออกในลักษณะตามใจตัวเองโดยอ้างสิทธิ์และเสรีภาพในทุกกรณี สังคมมนุษย์อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่แก้ไขไม่รู้จบ ผู้เขียนเชื่อว่า แนวคิดทางศาสนาซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนยุคโบราณมีคุณค่าและความจำเป็นพอๆกับวิทยาการแขนงต่างๆที่ถูกพัฒนาขึ้นในวิถีของโลกสมัยใหม่ และทั้งสองอย่างควรได้รับการพัฒนาไปด้วยกันเพื่อตอบสนองสิ่งที่มนุษย์ต่างใฝ่หาร่วมกันคือความสุขสงบที่แท้จริง
บรรณานุกรม
.........................
กรมการศาสนา. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับหลวง. เล่มที่ ๒๐ , พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๑.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต).สนทนาธรรม: ชีวิต จริยธรรมกับการวิจัยทางการแพทย์ .กรุงเทพมหานคร: บริษัท ดิไซร์ จำกัด,๒๕๔๘.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ .กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
สมภาร พรมทา. พุทธศาสนากับปัญหาทางจริยศาสตร์: โสเภณี ทำแท้ง และการุณยฆาต. พิมพ์ครั้ง ๓ .กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย,๒๕๔๘.
สมภาร พรมทา .มนุษย์กับการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิต.พิมพ์ครั้งที่ ๒ .กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์ศยาม,๒๕๔๔.
พินิจ รัตนกุล .ปรัชญาชีวิตของฌอง –ปอล ซาร์ตร์ .พิมพ์ครั้งที่๕ .กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สามัญชน,๒๕๔๑.
จิรวุฒิ เสนาคำ, บรรณาธิการ. เหลียวหน้าแลหลังวัฒนธรรมป๊อป .กรุงเทพมหานคร:โอ.เอส.พริ้นท์เฮ้าส์,๒๕๔๙.
แก้ไขล่าสุด (วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2009 เวลา 02:32 น.)
Copyright © 2006 - 2010 Wat Rattanavanaram, USA: วัดรัตนวนาราม สหรัฐอเมริกา
A 501 (C) (3) Nonprofit Religious Organization
2275 Thomas Sumter Highway
Sumter, SC 29153-9514 USA
Tel. 803-469-2494
All Rights Reserved.