Get Adobe Flash player

Login Form

Visitors Counter

000635987
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
69
273
1510
608936
6006
8518
635987

Your IP: 54.224.187.45
Server Time: 2017-11-23 09:55:24

Search

Contact Us

Sumter Forest Temple

2275 Thomas Sumter Hwy.

Sumter, SC 29153

Tel. 803-469-2494

E-mail: sumterforesttempe@hotmail.com

Banners

ควันหลงวันวาเลนไทน์

valentine

และแล้ววันแห่งความรักก็ผ่านพ้นไปพร้อมๆ กับโลกียวิสัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาอาจเป็นทั้งช่วงเวลาและประสบการณ์ที่ชื่นชมและขมขื่น บางคนอาจสมหวังกับความรัก บางคนอาจจะอกหักรักร้างรา ภายใต้กฎของธรรมชาติ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน วันนี้รักวันหน้าอาจเกลียด วันนี้ชังวันหน้าอาจชอบ วันนี้สมหวังวันหน้าอาจผิดหวัง เพราะทุกอย่างถูกกำหนดด้วยความเปลี่ยนแปลง

Read more: ควันหลงวันวาเลนไทน์

หนังสือ "บันทึกการเดินทาง ณ เเดนพุทธภูมิ"

ภาพคณะจาริกบุญ ณ เเดนพุทธภูมิ

ครั้งแรกของหัวใจ และครั้งแรกของชีวิต ที่ได้เดินทางร่วมจาริกบุญ จารึกธรรม ณ แดนพุทธภูมิ ตามรอยบาทพระศาสดา กราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ สถานที่ประสูติ –ตรัสรู้-ปฐมเทศนา-ปรินิพพาน ด้วยพลังศรัทธาและความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้เขียนเอง ซึ่งได้ปณิธานตั้งใจไว้หลายปีก่อนว่า "สักวันหนึ่ง เราจะต้องไปอินเดีย" วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่าผ่านไป แหละวันที่รอคอยก็มาถึง แม้จังหวะหัวใจจะตื่นเต้นก็ตาม แต่หัวใจดวงนี้ เป็นหัวใจแห่งการเดินทาง พร้อมที่จะออกเดินทางได้ทุกวินาที

วันที่ 8 มีนาคม 2554 เวลาเย็น คณะพวกเราได้นัดรวมกันที่สนามบินชั้นขาออก พอเจ้าหน้าที่ชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง พร้อมทั้งตรวจสอบพาสพอร์ตเสร็จแล้ว จากนั้นคณะเราเดินเข้าไปข้างใน ผ่านด่านเครื่องสแกน แล้วไปนั่งรอที่ประตูขึ้นเครื่องสำหรับผู้โดยสาร จนได้เวลาออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสายการบินเจ็ตแอร์เวย์ (Jet Airways) มุ่งหน้าสู่อินเดีย เมื่อเครื่องบินแตะรันเวย์ ท่าอากาศยานนานาชาติดัม ดัม เมืองโกลกัตต้า (Kolkata) เดิมเมืองนี้ชื่อว่า "เมืองกัลกัตต้า" ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอินเดีย ก้าวแรกที่สัมผัสเมืองกัลกัตต้า กลิ่นแขก ล่องลอยมาตามลมกระทบที่จมูกทันที เหมือนจะบอกให้รู้ว่ามาถึงอินเดียแล้วนะ หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากรแล้ว ก็ไปขึ้นรถโค้ชปรับอากาศชั้นหนึ่ง แต่ไม่มีห้องน้ำ ซึ่งจอดรอคณะทัวร์กรุ๊ปนี้อยู่ที่ลานจอดรถสนามบิน ซึ่งเป้าหมายเดินทางจะมุ่งหน้าสู่พุทธคยาเป็นจุดแรกของทริปนี้

ระหว่างการเดินทางต้องใช้เวลานานเป็นสิบชั่วโมง จากเมืองกัลกัตต้าสู่พุทธคยา เพราะระยะทางจะห่างไกลด้วย และรถใช้ความเร็วได้ประมาณ 40-50 กม./ชั่วโมง เนื่องจากผู้ขับต้องระวังคนบนถนนบ้าง วัวบ้าง เกวียนบ้าง โชเฟอร์บีบแตรรถสนั่นหวั่นไหวเป็นระยะๆเพื่อเบิกทาง เตือนให้ผู้คนระวัง อย่าประมาท นี่เป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของคนอินเดีย

ขณะที่นั่งบนรถนั้น เป็นเวลาตอนกลางคืน ต้องนอนบนรถ จนถึงตอนเช้ารุ่งอรุณของวันใหม่ (9 มี.ค.2554) รถก็ยังวิ่งบนถนน ยังไม่ถึงปลายทางสักที ร่างกายเริ่มอ่อนเพลีย ด้วยการผักผ่อนไม่เต็มที่หลับๆตื่นๆ ได้เวลาทำกิจส่วนตัว รถก็จอดให้ลงอุจจาระ ปัสสาวะ ข้างถนน ซึ่งเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีที่กำบัง ได้บรรยากาศไปอีกอย่าง ซึ่งวิถีชีวิตคนอินเดีย ตามชนบท จะดำเนินชีวิตแบบง่ายๆ กินง่าย อยู่ง่าย ถ่ายง่าย นิยมกันข้างถนนโล่งๆ ไม่อายใคร และไม่สนใจใคร จะลงรถแต่ละครั้งต้องระวังเหยียบขี้แขก ต้องมีสติตลอดเวลาในการก้าวย่าง เมื่อมาถึงอินเดีย จึงเข้าสัจธรรมของชีวิตมากยิ่งขึ้น และต้องใช้สติมากขึ้น จะกินอะไร ก็ต้องระวังมากขึ้น กลัวท้องเสีย เดี๋ยวต้องเข้าห้องน้ำตามทุ่งหญ้า ทุ่งนา ซึ่งมีท้องฟ้าเป็นเครื่องกำบัง

การเดินทางสู่อินเดียครั้งนี้ ทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างในการดำเนินชีวิตของคนอินเดีย คือ คนอินเดียเป็นคนเรียบง่าย ใช้ชีวิตง่ายๆ ดำเนินเศรษฐกิจพอเพียง พอใจในสิ่งที่ตนเองมี พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ มองดูแล้วคงจะมีความสุข อยากกิน-กิน อยากนอน-นอน อยากถ่าย-ถ่าย ตรงนี้แหละทำให้พูดได้เต็มปากว่า "ออริจินอลของมนุษย์"

จะอย่างไรก็ตาม สังคมอินเดีย เป็นสังคมที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นได้สัจธรรมในชีวิต หลายคนจึงเดินทางมาอินเดียบ่อยๆ เพื่อจะเข้าใจในหลักธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ เมื่อคณะทัวร์มาถึงพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เหลียวมองเห็นมหาเจดีย์สูงเด่นตระหง่านตา ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

เวลาประมาณ 10.00 น. เดินทางถึงพุทธคยา พอลงจากรถเท่านั่นแหละ คนขอทานไม่รู้มาจากไหนกัน วิ่งมาขอตังค์ เราไปไหนก็เดินตาม จะให้ก็ไม่กล้าให้ เพราะถ้าให้คนหนึ่ง คนอื่นก็ต้องรุมมาแย่งขอ ถ้าไม่ให้ทุกคน ปัญหาจะตามมาทันที ฉะนั้นต้องทำใจให้เข้มแข็ง จึงตัดสินใจไม่ให้ดีกว่า ถึงแม้หัวใจ จะอดสงสารไม่ได้ แต่ก็ต้องทำใจ

ถนนแต่ละสายเกลื่อนไปด้วยคนขอทาน โดยปกติถ้ามีผู้ขอ คนอีกส่วนหนึ่งก็จะดำเนินวิถีชีวิต "ผู้ให้" มันเป็นการดำรงวิถีชีวิต เพื่อสร้างความสมดุลให้กับสังคมอินเดีย มีคนให้ข้อคิดว่า "ถ้าไม่มีขอทานแล้ว อีกคนพันกว่าล้านของอินเดีย จะสืบสานวัฒนธรรมวรรณะให้คงอยู่อย่างมีความหมายได้อย่างไร"

คณะทัวร์พวกเราเดินทางสู่วัดป่าพุทธคยาด้วยเท้า ซึ่งรถบัสไม่สามารถวิ่งเข้าวัดได้ เพราะถนนหน้าวัดแคบและใกล้บริเวณมหาโพธิเจดีย์ วัดป่าพุทธคยาเป็นวัดไทยที่ใหญ่ มีอุโบสถสวยงาม สามารถมองจากวัดไปเห็นยอดมหาโพธิเจดีย์ได้ พอดีได้เวลาฉันเพล ผู้จัดทัวร์ พร้อมทั้งแม่ชีในวัด ได้เตรียมอาหารถวาย และมีเมนูพิเศษคือข้าวมธุปายาส อาตมาได้ลองชิมดู รสชาดแปลกดี เมื่อฉันเพลเสร็จแล้ว ก็ลากกระเป๋าเดินทางไปที่พักซึ่งเป็นอาคารหลังใหญ่ ซึ่งทางวัดสร้างไว้ต้อนรับคณะทัวร์ที่แวะมาพักอาศัยเป็นประจำเรื่อยมา

ช่วงเวลาเย็น กลุ่มเพื่อนสหธรรมิกที่มาร่วมกัน ชวนกันไปเดินดูบริเวณมหาโพธิเจดีย์ ภายในเจดีย์ มีพระพุทธเมตตา เป็นพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งผู้คนทั่วโลกหลั่งไหลมากราบไหว้เป็นประจำ ด้านหลังเจดีย์ มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ พวกเราเดินเวียนรอบเจดีย์สามรอบ แล้วไปสวดมนต์ นั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งบริเวณนี้มีคนจำนวนมาก และมาจากหลายประเทศ เช่น ไทย ศรีลังกา เขมร พม่า จีน ธิเบต ญี่ปุ่น เป็นต้น นั่งอยู่รอบบริเวณเจดีย์ บางกลุ่มก็นั่งเก็บใบโพธิ์เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ขณะที่นั่งสมาธิใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้หวนระลึกถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าตั้งสัจอธิษฐานว่า "แม้เลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที หากเรายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกจากบัลลังก์นี้" สุดท้ายแสงสว่างแห่งปัญญาก็เกิดขึ้นแก่พระองค์ตามลำดับ หรือที่เรียกกันว่า "ญาณ" คือความรู้แจ้งแทงตลอด

  • ญาณที่ 1 เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ในอดีต คือระลึกชาติได้
  • ญาณที่ 2 เรียกว่า จุตูปปาทญาณ ความรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์โลก คือตาทิพย์
  • ญาณที่ 3 เรียกว่า อาสวักขยญาณ ความรู้ในการขจัดอาสวะกิเลสให้สิ้น

เมื่อญาณทั้ง 3 เกิดขึ้นตามลำดับ ทำให้พระองค์ได้บรรลุอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งต่อมาวันนี้ชาวพุทธเรียกว่า "วันวิสาขะ"

ต่อจากนั้น ก็ได้เดินดูรอบๆบริเวณเจดีย์ เห็นกลุ่มพระธิเบตกลุ่มใหญ่กำลังสวดมนต์ ซึ่งพระธิเบตจะศรัทธามาก เวลากราบจะกราบลงทั้งตัว เหมือนนอนก้มกราบ ขึ้นๆลงๆ ซึ่งเรียกว่า "อัฏฐางคประดิษฐ์" คือ หน้าผาก 1 ฝ่ามือทั้ง 2 หน้าอก 1 เข่าทั้ง 2 และปลายเท้าทั้ง 2

เมื่อความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา จึงหันหน้ามุ่งสู่วัดป่าพุทธคยา เพื่อพักผ่อนหลับนอนในค่ำคืนที่เงียบสงัด บางรูปก็มาปักกลดที่บริเวณต้นโพธิ์ ทำความเพียร สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิทั้งคืน

DSC01582 resize

พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้

พุทธคยา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธทั่วโลก เพราะเป็นสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตั้งอยู่ ณ บริเวณที่ใกล้ฝั่งเม่น้ำเนรัญชรา เมืองคยา รัฐพิหาร ตั้งแต่เดิมเรียกว่า คยา หรือคยาสีสะ

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ตรัสรู้ ซึ่งเป็นต้นที่ 4 นับจากต้นที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ปลูกในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2423 เพราะต้นเดิมเก่าแก่ล้มตาย และไม่ใช่เก่าแก่ทำลายลงตามธรรมดา หากถูกภัยจากน้ำมือของคนที่ไม่หวังดี ต้องการทำลายให้พินาศลงไปด้วย

จากบันทึกของท่านสมณฟาเหียน ซึ่งเคยเดินทางมาอินเดีย พ.ศ. 942 เล่าไว้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงศรัทธา นับถือ หวงแหนต้นศรีมหาโพธิ์อย่างยิ่ง จนลืมพระชายา ต่อมาพระชายทรงโกรธและไม่พอใจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุที่ไม่สนใจพระนาง ครั้นเมื่อพระเจ้าอโศก เสด็จไปประกอบราชกิจที่เมืองอื่น จึงได้โอกาสที่เหมาะ แล้วจ้างคนไปตัดต้นศรีมหาโพธิ์ออกเสีย

เมื่อพระเจ้าอโศกเสด็จกลับมาที่ต้นศรีมหาโพธิ์ ไม่เห็นต้นโพธิ์แล้ว ทรงเสียพระทัยมาก แล้วอธิษฐานว่า "เราจะไม่ยอมลุกขึ้น จนกว่าต้นศรีมหาโพธิ์จะงอกขึ้นมาใหม่" คนทั้งหลายได้นำน้ำนมโคสดมารดที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ ต่อมาต้นศรีมหาโพธิ์ ก็งอกขึ้นใหม่

ระยะต่อมา สมัยที่กษัตริย์เบงกอล พระนามว่า สะสังกะ เป็นชาวฮินดู ด้วยความอิจฉาที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง จึงได้สั่งให้ตัดโค่นต้นศรีมหาโพธิ์นี้เสีย

ภายหลัง สมัยพระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์ราชวงศ์เมารยะ ทรงปลูกขึ้นแทนต้นที่สอง และเจริญเติบโตอีกครั้งหนึ่ง

เมื่ออินเดียตกอยู่ในการปกครองของอังกฤษ อังกฤษสั่งให้มีการซ่อมวิหารและสถานที่ต่างๆ ระหว่างทำการซ่อมแซมอยู่นั้น ต้นศรีมหาโพธิ์ได้หักโค่นลงมาอีกครั้ง นายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม จึงขุดเอาต้นเล็กๆที่งอกขึ้นอยู่ใกล้เคียงกันมาปลูกในที่ต้นเดิม จนกระทั่งเติบโต เจริญงอกงามมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนพระแท่นวัชรอาสน์ หรือรัตนบัลลังก์ ที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นหินแท่นหนึ่งวางกับพื้นมีการสลักลวดลาย อยู่ระหว่างต้นศรีมหาโพธิ์กับมหาเจดีย์พุทธคยา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างแท่นวัชรอาสน์นี้ไว้เป็นอนุสรณ์สืบแทนฟ่อนหญ้าคา 8 กำ ที่โสตถิยะถวายเป็นที่ประทับนั่งใต้ต้นมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์นี้เคยถูกทำลายตอนต้นศตวรรษที่ 13 นายพลเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮมได้บูรณะให้ดีดังเดิม

พระเจดีย์เหลี่ยมหรือมหาโพธิวิหาร

สิ่งก่อสร้างที่สำคัญสูงสุดในพุทธคยา คือ มหาโพธิวิหาร ถ้ามองดูไกลๆประหนึ่งว่าเป็นเจดีย์มหึมา แต่เมื่อเข้าไปดูภายในแล้ว จะรู้ว่าเป็นวิหาร มีพระพุทธรูปอยู่ ถ้าจะเรียกว่าวิหารทรงเจดีย์ก็น่าจะได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มหาโพธิเจดีย์ ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเจดีย์ 4 เหลี่ยม สูง 170 ฟุต สูงเด่นตระหง่าน ทำให้ชาวพุทธทั่วโลกแวะมากราบไหว้เป็นประจำ

รุ่งอรุณวันใหม่ (วันที่ 10 มีนาคม 2554) คณะจาริกบุญนัดรวมพลกันที่ศาลา ซึ่งแต่ละท่านก็ลากกระเป๋าเดินทางส่วนตัวมารอกันที่ศาลา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเดินต่อไปสู่สถานที่อื่น ได้เวลาอาหารเช้า นักแสวงบุญทั้งหลายก็ร่วมกันรับประทานอาหาร เมื่อเสร็จแล้ว ก็ยกกระเป๋าเดินทางขึ้นรถคันเล็ก เพื่อจะลำเลียงไปสู่รถบัส ซึ่งจอดรออยู่ถนนใหญ่

คณะจาริกบุญก็เดินทางมุ่งไปสู่รถบัส ผ่านมหาโพธิเจดีย์ และแวะซื้อของที่ระลึก ครั้นซื้อของเสร็จแล้ว ก็ขึ้นรถบัส ออกเดินทางมุ่งสู่บ้านนางสุชาดา มัคคุเทศก์ได้อธิบายประวัติความเป็นมาของนางสุชาดา รถวิ่งผ่านแม่น้ำเนรัญชราซึ่งเหือดแห้งเห็นแต่ทราย จนมาถึงสถูปซึ่งเป็นหมู่บ้านนางสุชาดา คณะทัวร์พวกเราก็ยืนถ่ายภาพหมู่ และเดินวนรอบสถูปแห่งนี้

สถูปบริเวณบ้านนางสุชาดา

ประวัตินางสุชาดาโดยสังเขป

นางเป็นธิดาของเสนียกุฏุมพี ในหมู้บ้านเสนานิคม แห่งตำบนอุรุเวลเสนานิคมา เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยสาว นางได้ทำพิธีบวงสวงต่อเทพยดาที่สิงสถิต ณ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งใกล้บ้านของนาง โดยได้ตั้งปณิธานความปรารถนาไว้ 2 ประการ คือ

1.ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีบุญ มีทรัพยสมบัติ และชาติสกุลเสมอกัน

2.ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตรคนแรกเป็นชาย

ครั้นกาลต่อมา ความปรารถาของนางสำเร็จทั้งสองประการ โดยได้สามีเป็นเศรษฐีมีฐานะเสมอกัน และได้บุตรคนแรกเป็นชายนามว่า " ยสะ " นางได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนลูกชายแต่งงานแล้ว จึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงสังเวยเทพยดาด้วยข้าวมธุปยาสเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นางทาสีสาวใช้ไปปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณโคนต้นไทรนั้น

ขณะนั้น พระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ หลังจากเลิกการทรมานร่างกายหันมาเสวยพระกระยาหารหวังจะบำเพ็ญเพียรทางจิต ประทับนั่งพักผ่อนที่ใต้ต้นไทรนั้น ผินพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางทิศปราจีน (ตะวันออก) มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายเป็นปริมณฑลดูงามยิ่งนัก นางทาสีสาวใช้เห็นแล้วก็ตระหนักแน่ในจิตคิดว่า คงเป็นเทพยดาเจ้า มานั่งคอยท่ารับเครื่องพลีกรรม จึงรีบกลับไปแจ้งแก่นางสุชาดา โดยด่วน

ฝ่ายนางสุชาดาจึงรีบแต่งกายด้วยเครื่องอาภรณ์อันงดงามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูลศีรษะ ออกจากบ้านพร้อมด้วยบริวารไปยังต้นไทรนั้น ครั้นได้เห็นพระโพธิสัตว์งดงามเช่นนั้น ก็เกิดโสมนัสยินดีสำคัญว่าเป็นรุกขเทวดามานั่งคอยรับเครื่องพลีกรรม จึงน้อมนำเข้าไปถวายพร้อมทั้งถาดทองคำ

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงรับข้าวมธุปายาสแล้ว เสด็จไปประทับที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตและได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในวันนั้น

หลังจากนั้นพระองค์ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข คือสุขอันเกิดจากการตรัสรู้ บริเวณใกล้ ๆ นั้นเป็นเวลา 7 สัปดาห์ แล้วได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

ภายหลังต่อมา นางสุชาดา ได้ฟังธรรมจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน เข้าถึงพระรัตนตรัย และได้ตำแหน่งเอตทัคคะเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อน (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)

จากจุดบ้านของนางสุชาดานี้ มองเห็นภูเขาดงคสิริ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ได้ไป แต่ก็พอรู้อยู่บ้างจากการอ่านหนังสือพุทธประวัติ ภูเขาดงคสิริ คือสถานที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ก่อนที่จะมาต้นโพธิ์ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานตนอย่างอุกฤษฎ์) ใช้วิธีขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น จนเหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสอง และอีกวิธีหนึ่งคือกลั้นลมหายใจเข้าออก ต่อมาพระองค์อดฉันอาหารจนพระวรกายซูบผอม แต่ไม่สามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ เมื่อได้ทรงสดับเสียงพิณที่เทวดาดีดบรรเลง จึงได้สติปัญญาขึ้นมาว่าสายพิณหย่อนนัก ก็ไม่ไพเราะ ตึงนัก ก็ขาด ปานกลาง จึงไพเราะ พระองค์กลับมาปฏิบัติตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา หนทางสายกลาง เสวยอาหาร บำเพ็ญทางจิต จนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ต้นศรีมหาโพธิ์

ต่อจากนั้น คณทัวร์ไปเยี่ยมชมวัดนานาชาติ และวัดญี่ปุ่น ซึ่งมีพุทธรูปองค์ใหญ่ สร้างด้วยหินทรายแกะสลักเป็นชิ้นๆ มองดูแล้วน่าเกรงขาม ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม โดดเด่น ซึ่งองค์นี้จำลองมาจากพระพุทธไดบุสซุในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อคณะทัวร์ถ่ายภาพหมู่เสร็จแล้ว ก็เดินทางไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ เมื่อรถเคลื่อนออก มัคคุเทศก์เริ่มพูดจุดหมายปลายทางที่รถจะไป พร้อมทั้งมีการสวดมนต์เช้าในรถบัส รถวิ่งไปเรื่อยๆจนได้เวลาฉันเพล หัวหน้าผู้จัดทัวร์ ก็นำอาหารที่เตรียมไว้แล้ว มาแจกคณะลูกทัวร์ซึ่งนั่งอยู่บนรถ

การฉันอาหารเพล ไม่สะดวกมากนัก เพราะฉันขณะที่รถกำลังวิ่ง ตกหลุมบ้าง กระแทกถนนที่ขรุขระบ้าง จะฉันอาหารต้องพิจารณาว่า อาหารแบบนี้ ถูกกับร่างกายเราหรือเปล่า หรือฉันอาหารแบบนี้เข้าไปแล้ว จะทำให้ท้องเสียหรือเปล่า ถ้าปวดท้องหนักขึ้นเมื่อไหร่ เราเป็นทุกข์แน่ เพราะไม่มีห้องน้ำให้เข้า บางคนต้องอดกลั้น จนท้องผูกก็มี ชีวิตแสนลำบากในการเดินทางในประเทศอินเดีย แต่ผู้คนก็ยังหลงไหล อยากจะมาสัมผัสดินแดนพุทธภูมิด้วยตนเอง

เวลาบ่ายคล้อย แดดร้อนจ้า มองดูข้างทางทั้งสอง มีแต่ทุ่งนาเต็มไปด้วยข้าวสาลีกำลังเขียวขจี รถวิ่งไปสู่เมืองพาราณสี ระยะทางจากพุทธคยาสู่เมืองพาราณสีไกลพอสมควร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็เริ่มอ่อนล้า แต่ต้องทำใจ

ครั้นเข้าสู่เขตเมืองพาราณสี ซึ่งแออัดไปด้วยผู้คน พร้อมทั้งวัวเดินตามท้องถนนขวักไขว่ไปมา รถก็วิ่งช้าลงเพราะเป็นเขตชุมชน พอถึงจุดหมายปลายทาง รถก็จอด คณะทัวร์พากันลงจากรถ เดินเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์สารนาถ ครั้นแวะชมเสร็จแล้ว คณะทัวร์มุ่งไปธัมเมกขสถูป ซึ่งสถานที่แห่งนี้ดูยังมีมนต์ขลัง มีความเก่าแก่ตามกาลเวลา เป็นโบราณสถานสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ธัมเมกขสถูป

ธัมเมกขสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นการแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือพระโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ สถานที่แห่งนี้ สร้างราว ค.ศ 500 จากหลักฐานที่ปรากฏ มีอิฐข้างในสถูปเป็นของยุคเมารยัน จึงสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และระยะต่อมาก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

จะอย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งนี้ เดิมชื่อว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมครั้งแรก ณ ที่ตรงนี้ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ทำให้พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นจึงเป็นวันสำคัญที่มีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลก

Read more: หนังสือ "บันทึกการเดินทาง ณ เเดนพุทธภูมิ"

หนังสือ "ใต้ร่มธรรมนิรันดร"

นิยายอิงธรรมะ ตามสไตล์ ภูริภัทร์

บทที่ 1 เลขเด็ด แก้จน

ในค่ำคืนที่เงียบสงัด แสงจันทร์สาดแสงส่องมาจากทิศบูรพา ดวงดาวสุกสกาวบนฟากฟ้า มีครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แวดล้อมไปด้วยขุนเขา ลำธาร ใช้ชีวิตสันโดษ พอเพียง ตามวิถีคนชนบท ครอบครัวนี้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน นายโชติ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ณ บ้านหินงาม มีภรรยาชื่อ ธัมมิกา มีบุตรด้วยกัน 2 คน ลูกชายชื่อภัทรภัทร์ ลูกสาว มีนามว่า พิมพ์ปภัทร์ ซึ่งกำลังนั่งคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งกำลังวุ่นวาย ระส่ำระสาย บังเอิญมองไปเห็นเงาตะคุ่มๆเดินมา คิดว่า "ใครหนอ มาหายามค่ำคืนแบบนี้" พอดีสักพัก เงาตะคุ่มๆก็ตะโกนเรียกว่า "ลุงผู้ใหญ่ อยู่หรือเปล่า"

"อยู่ "ผู้ใหญ่ขานรับ

"มีธุระอะไรหรือ"ลุงผู้ใหญ่ เอ่ยถาม

"มีคนตายในหมู่บ้านอีกแล้ว" ลุงสวน ผู้เป็นมัคคทายกวัด พูดขึ้น

"ใครตายล่ะ" ลุงผู้ใหญ่ ถาม

"มิใช่ใครที่ไหนหรอก ลุงควร เป็นมะเร็ง ตายแล้ว" ลุงสวน พูดเบาๆด้วยสีหน้าเศร้า

"ธรรมดา ชีวิต สังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนี้พ้น" ผู้ใหญ่ พูดแบบปลงๆ

ภรรยาและลูกๆที่นั่งฟังอยู่ สีหน้าซีด เศร้าใจ ไม่พูดอะไรเลย ใจเริ่มกลัวขึ้นมาทันที

"แล้วพวกเรา จะทำอย่างไรต่อล่ะ" ผู้ใหญ่ พูด

"ต้องไปหานิมนต์พระมาสวดศพ ยิ่งบ้านเรา วัดก็ร้าง ไม่มีพระอยู่" ลุงสวน พูด

"นี่ ก็ดึกแล้ว คงต้องรอพรุ่งนี้ ตอนเช้าจะได้ประกาศหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านมาช่วยกัน" ผู้ใหญ่ พูด

"เออ.. อย่างนั้น ก็ขอลากลับก่อน ค่อยเจอกันพรุ่งนี้" ลุงสวน พูด แล้วเดินลงจากบ้าน จากไป...

ลูกชาย จึงถามพ่อว่า "จะนิมนต์พระที่ไหน เมื่อวัดไม่มีพระอยู่"

พ่อ พูดเบาๆว่า "คงนิมนต์พระวัดที่อยู่หมู่บ้านอื่น แต่ก็ไกลพอสมควร"

ลูกชาย ถามว่า "ทำไม หาพระอย่างเหลือเกิน หรือคนไม่นิยมบวชกันแล้ว"

พ่อ พูดว่า "หมู่บ้านเรา อยู่ห่างไกลความเจริญ หาพระมาอยู่ก็ยาก เพราะพระจะอยู่ที่เมืองใหญ่ๆกัน ซึ่งสะดวกต่อการศึกษาเล่าเรียน พระส่วนน้อยที่จะสละตนเองออกมาอยู่ตามป่าเขา ไม่เหมือนแต่ก่อน"

"อืม..หาพระดีๆมีความรู้ความสามารถในเทศน์สอนคนให้เข้าใจในหลักธรรม แล้วนำธรรมะมาใช้ในการดำเนินชีวิต นับวันหายากแสนยาก เพราะสังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งยุคนี้สังคมทันสมัยในด้านเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยียิ่งล้ำหน้าไปไกล ศีลธรรมก็จะกลับถอยหลัง" ลูกชาย พูดพึมพำ

พิมพ์ปภัทร์ พูดแทรกว่า "สงสัย ต้องให้พี่บวชแล้วมั้ง ศาสนาจึงจะเจริญ"

ภัทรภัทร์ พี่ชาย จึงพูดว่า "พี่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ ไม่แน่อาจจะบวชก็ได้"

"อนุโมทนา..สาธุ! ไว้ล่วงหน้า" พิมพ์ปภัทร์ พูดทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ภัทรภัทร์ พูดว่า "แหม..ยังไม่แน่นอนหรอก"

แม่ พูดขึ้นว่า "นอนเถอะลูก! ดึกมากแล้ว" ทุกคนจึงพากันแยกย้ายกันไปนอน

รุ่งอรุณยามเช้าวันใหม่ ดวงอาทิตย์ สาดส่องมาทางทิศบูรพา ทองฟ้าแจ่มใส ผู้ใหญ่บ้าน จึงได้ประกาศหอกระจายข่าวเรื่องการตายของลุงควรให้ชาวบ้านได้รับทราบ และให้มาร่วมด้วยช่วยกันในการจัดงานศพ ซึ่งคนในหมู่บ้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติสืบๆกันมา ครอบครัวลุงควรต้องตระเตรียมหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงแขก และที่ขาดไม่ได้คือต้องมีเหล้าเบียร์ด้วย ในสังคมชนบทจะเป็นแบบนี้เสมอมา

ในวันนี้เอง บังเอิญมีพระธุดงค์รูปหนึ่ง เดินทางมาถึงหมู่บ้าน ได้ปัดกลดที่ป่าช้าท้ายหมู่บ้าน เหมือนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ตอนเช้าได้ออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน ได้อาหารเพียงพอยังชีพ ก็เดินกลับไปที่ปัดกลด วางบาตรลงแล้ว พิจารณาอาหารบิณฑบาตที่ได้มาโดยลำแข้งว่า "เราจะไม่ฉันอาหารเพื่อให้เกิดความมัวเมา ไม่ได้ฉันเพื่อให้เกิดกำลังพลังทางกาย ไม่ได้ฉันเพื่อประดับตกแต่ง แต่ฉันเพื่อการตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้.." ท่านพิจารณาฉัน(บริโภค)อาหารที่ละคำอย่างละเอียด เพราะกำหนดบทกรรมฐานไปด้วย ปฏิปทาน่าเลื่อมใส เคร่งครัดในวินัย ทรงศีล มีอาการสำรวมเป็นที่น่าเคารพอย่างยิ่ง

ทันใดที่ได้ยินข่าวว่ามีพระธุดงค์ผ่านมาหมู่บ้าน อุบาสกสองคน คือผู้ใหญ่บ้านกับลุงสวน รีบเดินทางตามพระธุดงค์เพื่อจะนิมนต์ท่านมาสวดงานศพ พอดีที่พระธุดงค์ฉันอาหารเสร็จ สองคนนี้ ก็เดินเข้าไปใกล้ๆแล้วกราบลงสามครั้ง

"โยมมีธุระอะไรหรือ" พระธุดงค์ ถาม

"เออ..จะนิมนต์พระคุณเจ้าไปสวดศพลุงควรที่หมู่บ้าน" ลุงสวน ตอบ

"ชีวิตคนเรา ก็เท่านี้แหละ ตั้งอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา " พระธุดงค์ พูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน แจ่มแจ้ง

ฝ่ายโยมพูดขึ้นว่า "นิมนต์พระคุณเจ้า อนุเคราะห์ญาติโยม ด้วยเถิด"

พระธุดงค์ พูดตอบว่า "ก็เป็นหน้าที่ของพระที่จะต้องอนุเคราะห์ญาติโยมอยู่แล้ว"

เมื่อพระธุดงค์รับคำอาราธนานิมนต์แล้ว โยมทั้งสองก็กราบลา กลับไปสู่หมู่บ้าน พอได้เวลาสมควร พระธุดงค์ ก็สัญจรเข้าไปสู่หมู่บ้าน ได้ยินเสียงดังของผู้คนถึงท้ายหมู่บ้าน นึกว่าทำอะไรกัน เมื่อเดินเข้าไปใกล้บ้านที่จัดงานศพ ก็เห็นคนกำลังกินเหล้าเมายา เล่นไพ่ ไฮโล อย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน ได้แต่หดหู่ใจ ครุ่นคิดว่า "นี่หรือชาวพุทธ" ท่านก็เดินขึ้นไปบนบ้าน นั่งบนอาสนะที่เขาจัดเตรียมไว้ ต่อมาญาติโยมก็พากันไหว้พระ อาราธนาศีลห้า พระก็ให้ศีลและสวดบทมาติกา บทบังสุกุลตาย พิจารณาสังขารว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป การเข้าไปดับสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสุข"

และพระธุดงค์ท่านก็เทศน์สอนญาติโยมทั้งหลายที่มาร่วมงานศพว่า "อย่าใช้ชีวิตประมาท เพราะชีวิตไม่แน่นอน ความตายแน่นอนที่สุด"

โยมผู้ชายคนหนึ่ง เอ่ยปากขอเลขว่า " ท่าน มีเลขท้ายเด็ด แม่นๆ สองตัว สามตัว หรือเปล่า ใกล้หวยจะออกแล้ว"

"โยมเคยซื้อบ้างหรือเปล่า"

"เคยซื้อมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยถูกสักที"

พระธุดงค์ พูดว่า " อาตมา ไม่มีเลขสองตัว สามตัว แต่มีสี่ตัว จะเอาหรือเปล่า"

"เอาๆ มีตัวไหนบ้างครับ"

"เตรียมจำไว้ให้ดีนะ"

โยมทุกคนที่มาร่วมงาน นั่งเงียบ ตั้งอกตั้งใจฟัง คิดในใจว่า "วันนี้ พระมาโปรดแล้ว งวดนี้ รวยแน่ๆ"

ตัวที่หนึ่ง อุฏฐานสัมปัทา ถึงพร้อมด้วยความขยัน หมั่นเพียรในการทำหน้าที่การงาน พูดง่ายๆ คือขยันหาทรัพย์

ตัวที่สอง อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักเก็บทรัพย์ที่หามาได้ มิให้เสื่อมเสีย

ตัวที่สาม กัลยาณมิตตตา คบคนดีเป็นมิตร คือรู้จักรเลือกคบคนที่มีศีลธรม

ตัวที่สี่ สมชีวิตา มีความเหมาะสม พอเพียง คือรู้จักกำหนดรายได้รายจ่ายพอดีกับชีวิต ไม่ฝือเคืองจนเกินไป และไม่ฟูมฟายจนเกินเหตุ

ขอญาติโยมจงจำไว้ให้ดี สี่ตัวนี้พารวยได้จริง ถ้าทำตามหลักของพุทธเจ้าที่ว่ามานี้ พึ่งพาตนเอง ขยันหา รักษาไว้ คบเพื่อนดี ดำเนินชีวิตพอเหมาะ ก็จะรวย ไม่ต้องไปหวังลมๆแล้งๆกับเลขสองตัว สามตัว หรอก

ญาติโยม ก็พูดเบาๆพร้อมกันว่า "ใช่"

ต่อจากนั้น พระก็ให้พร แล้วลงจากบ้านเข้าไปสู่ชายป่าช้าเหมือนเดิม

เวลาบ่ายคล้อย สักสามโมงเย็น ชาวบ้านก็หามศพไปเผาที่ป่าช้าท้ายหมู่บ้าน พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ชาวบ้านก็พากันไปหมด เหลือแต่พระรูปเดียวที่ป่าช้า ซึ้งกำลังย้ายที่ปักกลดใหม่ เข้าใกล้ที่เผาศพ เพื่อจะพิจารณาซากศพที่ถูกไฟไหม้เกรียม ท่ามกลางป่าช้ามีแต่ความวังเวง เงียบสงัด พวกสัตว์ที่ออกหากินยามค่ำคืน ก็ส่งเสียงร้องต่างๆนานา เหมาะอย่างยิ่งในเจริญกรรมฐาน สถานที่อย่างนี้ พระธุดงค์ท่านนี้ หาสะดุ้งกลัวไม่

รุ่งอรุณวันใหม่ พระธุดงค์ท่านก็ออกบิณฑบาต และบอกลาญาติโยมทั้งหลายว่าจะออกเดินธุดงค์ต่อไป ถึงแม้จะมีญาติโยมนิมนต์ท่านให้อยู่วัดที่ติดกับป่าช้า เพื่อโปรดญาติโยม ท่านก็ปฏิเสธ เพราะได้อธิษฐานจิตไว้แล้ว จะต้องเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามที่กำหนดไว้

และหมู่บ้านนี้ ก็ไม่มีพระอีกเหมือนเดิม เมื่อพระธุดงค์จากไป...

บทที่ 2 จิตตานุภาพ

ฤดูหนาวปีนี้ หนาวเหน็บกว่าทุกปีที่ผ่านมา บรรยากาศปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีขาว งดงามตระการตาทั่วขุนเขา ชาวบ้านต่างก็หาฟืนจุดไฟผิง คลายความหนาว พระธุดงค์รูปนี้เดินมุ่งหน้าสู่ตอนเหนือ ลัดเลาะไปตามขุนเขา ต้องอดทนต่อความหนาวเหน็บ อดทนต่อความลำบาก อย่างไม่ท้อถอย ด้วยความมุ่งมั่นตรงต่อมรรค ผล นิพพาน ใกล้เวลาเย็น ท่านก็เดินหาสถานที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนา เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง และไม่เหมาะในการเดินทางตอนกลางคืน จึงมองซ้ายแลขวา บังเอิญมองไปเจอถ้ำแห่งหนึ่ง เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร จึงได้ตัดสินใจปักกลดในถ้ำแห่งนี้ ตกดึกมา เมื่อท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่จนได้ฌาน มีวิญญาณผีตนหนึ่ง ซึ่งเฝ้าถ้ำมานานแสนนาน ปรากฎตัวร่างใหญ่ ซูบผอม เดินเสียงดังเข้ามาใกล้ๆ แต่ท่านหากลัวไม่ ด้วยศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตนเองก็มีศีลบริสุทธิ์ จึงเชื่อมั่นในศีลของตน ศีลเป็นเกราะกำบังป้องกันอันตรายได้ ด้วยพลังแห่งสมาธิ ก็รู้ว่าเป็นผีเปรตที่เดินเข้าหาตน

ขณะนั้น พระธุดงค์ จึงรวมพลังจิต ถามว่า "เจ้าเป็นใคร มาจากไหน?"

ผีตนนี้ ตอบว่า "เป็นคนในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากถ้ำนี้"

"ทำกรรมอะไร จึงมาเกิดที่นี้"

"แต่ก่อนเคยปล้นจี้ ลักขโมยวัวควายของชาวบ้าน หนีมาหลบที่นี้เป็นประจำ ในถ้ำนี้มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ก่อนจะออกปล้นแต่ละครั้ง ก็มาสักการะพระพุทธรูป และอธิษฐานจิตว่า "ขอพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองข้าพเจ้าให้ปลอดภัยด้วยเถิด" ในคืนนั้น ก็เข้าไปขโมยวัวในหมู่บ้าน บังเอิญเจ้าของวัว ตื่นมาเห็น ก็มีการยิงต่อสู้กันขึ้น หลังจากรู้ว่าตัวเองถูกยิงที่ท้อง ได้รับบาดเจ็บ ก็หลบหนีเข้ามาในถ้ำ คิดในใจว่า ทำไม พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ช่วยปกป้องเรา เลยเกิดโมโห โทสะ จึงเอาค้อนทุบพุทธรูปองค์นี้ ต่อมาทนบาดแผลไม่ไหว ก็ตาย จึงเกิดเป็นเปรตเฝ้าถ้ำแห่งนี้"

"เจ้าต้องการอะไร จึงมาปรากฏร่างให้เห็นล่ะ"

"ต้องการให้พระคุณเจ้าไปบอกญาติพี่น้องที่อยู่หมู่บ้านใกล้ๆนี้ และช่วยแนะนำญาติพี่น้องทำบุญอุทิศมาให้ด้วย เพราะรอส่วนบุญมานานแล้ว"

"ญาติชื่อะไร?"

"ชื่อบุญมี"

"เออ..เดี๋ยวจะบอกให้" พระธุดงค์พูดเบาๆในใจ

ทันทีนั้น ร่างผีก็หายแว็บไป..

ต่อจากนั้น พระธุดงค์ ก็คลายสมาธิ แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย และวิญญาณภูตผีปิศาจ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย พอแผ่เมตตาเสร็จแล้ว ก็นอนอย่างมีสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก ตามที่อาจารย์เคยพร่ำสอนไว้

พอรุ่งเช้า ได้เวลาจาริกหาอาหาร เที่ยวบิณฑบาต ก็นุ่งสบงห่มจีวรเรียบร้อย มุ่งหน้าสู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา เดินด้วยอาการสำรวม ทอดสายตาลงต่ำประมาณสักสี่ศอก พอถึงหมู่บ้าน มีชาวบ้านเดินสวนทางมา

พระธุดงค์ ถามชาวบ้าน ว่า "บ้านของโยมบุญมีอยู่ตรงไหน"

ชาวบ้าน ก็ชี้มือไปและพูดว่า "พระคุณเจ้า..หลังโน้น"

ท่านก็เดินไปที่บ้านหลังนั้นทันที และหยุดตรงที่หน้าบ้าน พอดีนางบุญมีที่ยืนอยู่บนบ้านชำเหลืองมองเห็นพระที่หน้าบ้าน จึงลงบันได แล้วเดินไปถามว่า "พระคุณเจ้า มีธุระอะไรหรือ?"

ทันทีนั้น พระธุดงค์ก็บอกความประสงค์ที่ตนมาที่นี้ ว่า "เมื่อคืนที่ผ่านมา มีผีตนหนึ่ง ต้องการส่วนบุญจากโยม จึงมาปรากฏร่างให้อาตมาเห็น บอกว่า รอส่วนบุญมานานแล้ว แต่ไม่มีญาติอุทิศไปให้"

นาง แม้จะมีอายุกลางคนแล้ว แต่ไม่เคยเข้าวัด และไม่รู้ว่าจะทำบุญแบบไหน ทั้งไม่รู้ว่าเป็นญาติคนไหนบ้าง เพราะหลายชั่วคนมาแล้ว จึงถามพระว่า "แล้วจะทำอย่างไรล่ะ เจ้าค่ะ"

"ก็ทำบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว"

"ดิฉัน ก็ยากจน ไม่รู้จะซื้ออะไรมาทำบุญ"

"โยมมีสิ่งของอะไร ก็ถวายตามที่ตนจะหาได้"

"ดิฉัน ก็มีแต่ข้าวและกับเท่านั้น พอได้ประทังชีวิตไปวันๆ"

พระธุดงค์ท่านนิ่ง นางก็นิมนต์ท่านขึ้นไปบนบ้าน จัดเตรียมอาหารผลไม้มาถวาย เมื่อถวายอาหารเสร็จ พระท่านก็แนะนำให้นางกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ตายไป

นาง พูดขึ้นว่า " เวลากรวดน้ำ จะต้องทำอย่างไร พูดอะไรบ้าง"

"จะพูดออกเสียงเบาๆ ก็ได้ หรือจะพูดในใจก็ได้ คำอุทิศว่า ขอส่วนบุญนี้ จงมีแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายของเราจงมีความสุข" พระธุดงค์อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ

เมื่อนางเข้าใจ ก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติที่ล่วงลับไป เมื่อพระธุดงค์รับอาหารบิณฑบาตเสร็จแล้ว ก็ให้พร หลังจากนั้น ลงจากบ้านเดินด้วยอาการสำรวมกลับถ้ำที่พัก พิจารณาฉันอาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไป

ครั้นทำภัตกิจเสร็จ ท่านก็ทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิ จนถึงเวลาใกล้เย็น จึงหยุดพักเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด เมื่อตะวันลับเหลี่ยมเขา ความมืดย่างเข้ามาแทนที่ ท่านนั่งสมาธิจนจิตนิ่งสงบ ทันใดนั่นเอง มีเสียงลมผัดเข้ามาในถ้ำอย่างรุนแรง ต้นไม้รอบถ้ำเอนไหวเสียงดังโครม เหมือนพายุจะพัดกระหน่ำอย่างหนัก

สักครู่ ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ซึ่งร่างกายอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมือนคืนก่อน เดินเข้าใกล้ที่นั่งสมาธิของพระธุดงค์ แล้วก้มลงกราบ

พระธุดงค์ส่งจิตถามในใจว่า "เจ้า มาทำอะไรอีกหรือ"

"มาขอบคุณที่ท่านแนะนำญาติให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาให้ข้าพเจ้า " เปรตตนนี้ ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผ่องใส

"ทำไม จึงมีร่างกายอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมือนคืนก่อนล่ะ"

"ได้กินอาหาร ที่ญาติอุทิศมาให้.. ครับ "

"อืม..แล้วต้องการอะไรอีกหรือ"

"คงไม่แล้วล่ะ เพราะจะได้ไปเกิดภพใหม่"

"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็อย่าประมาท หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลไว้ จะได้ไม่เป็นอย่างนี้"

"ครับ" เปรต ตอบ

สักพักร่างนั้น ก็เริ่มจางหาย เหลือแต่ความมืดมิดภายในถ้ำ

ในวันที่สอง พอรุ่งเช้า พระธุดงค์ออกบิณฑบาตในหมู่บ้านตามเคย เมื่อไปถึงหน้าบ้านโยมบุญมี ก็มีเสียงเรียกว่า "นิมนต์ เจ้าค่ะ" ท่านหยุดเดิน นิ่ง ยืนสำรวม นางจัดเตรียมอาหารใส่บาตร แล้วเดินช้าๆมาตักบาตร ด้วยความสงสัยในบุญที่ตนอุทิศไปให้ญาติ ว่าได้รับจริงหรือไม่?

นางเอ่ยถาม ว่า "พระคุณเจ้า.. ผีตนนั้น ยังมาปรากฏให้ท่านเห็นอีกหรือเปล่า"

พระธุดงค์ ตอบทันที ว่า "เมื่อคืนนี้ ก็มาปรากฏให้เห็นอีก"

"เป็นอย่างไรบ้าง ได้รับส่วนบุญที่โยมอุทิศไปให้หรือยัง"

"ได้รับแล้ว..โยม"

"ผีญาติของโยม บอกอะไรกับท่านอีกหรือเปล่า"

"บอกว่าจะไปเกิดใหม่"

โยม แสดงอาการดีใจ ปลาบปลื้มใจ มีสีหน้าแจ่มใสขึ้นทันที และเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระธุดงค์รูปนี้เป็นอย่างยิ่ง และนางก็นิมนต์ให้มารับบาตรที่นี้เป็นประจำ เผื่อโยมจะได้มีโอกาศทำบุญบ้าง

พระธุดงค์ พูดว่า " ถ้ายังปฏิบัติธรรมอยู่ที่ถ้ำใกล้หมู่บ้านนี้ ก็จะมารับบาตรประจำ นะคุณโยม"

นาง จึงพูดขึ้นว่า " พระคุณเจ้า ยังจะจาริกสู่ที่อื่นอีกหรือ"

"อาตมา เป็นพระธุดงค์ ไม่ติดที่อยู่ เดินทางไปเรื่อยๆ ค่ำไหน ก็ปักกลดนอนที่นั้น เหมือนนกขมิ้นอ่อน ค่ำไหน นอนนั้น"

"โอ้! ชีวิตพระนี้ คงลำบากมาก"

" ลำบากกาย หรือทุกข์กายบ้าง แต่จิตใจ ก็มีความสุข ความสงบ ความปลอดโปร่ง"

"พระคุณเจ้าเป็นคนที่ไหนล่ะค่ะ หน้าตาดูเหมือนคนในเมือง"

"อาตมาเป็นคนอีสาน ลูกข้าวเหนียวโดยกำเนิด"

"ทำไม จึงออกบวชล่ะ"

"อาตมา อยากศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย"

"อ๋อ..นึกว่าอกหัก จึงออกบวช" นางพูดด้วยสีหน้าอมยิ้ม

"เอาแค่นี้ก่อน ขอให้โยมหมั่นสร้างบุญบ่อยๆ ผลบุญจะส่งให้โยมมีความสุขเอง" พระธุดงค์รีบพูดตัดบท แล้วเดินจากไป ไม่กลับมาที่นี้อีก..

บทที่ 3 นักปกครองผู้ยิ่งใหญ่

เวลาเย็นใกล้มืดค่ำ อากาศเริ่มเย็นลง ลมพัดใบไม้ปลิวไสว และร่วงลงสู่พื้นปฐวี ข่าวคราวเรื่องจะยึดอำนาจ รัฐประหารของกลุ่มทหาร เริ่มหนาหูขึ้นทุกขณะ ชาวบ้านต่างวิตกังวลเป็นอย่างยิ่ง กลัวจะมีการนองเลือดเหมือนในอดีต ต่างจับกลุ่มคุยกัน วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองซึ่งระส่ำระสายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ปัญหาการชุมนุม การประท้วงในบ้านเมืองไม่รู้จักจบสิ้น เนื่องจากมีการแบ่งฝักฝ่าย แบ่งกลุ่มเพื่อจะแย่งชิงอำนาจกันเป็นใหญ่ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน เมื่อคนไทยเข่นฆ่ากันเอง ผู้ใหญ่โชตินั่งคุยกับชาวบ้าน แลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน และถือโอกาสชี้แจงนโยบายพัฒนาชนบท หมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้า ทุกคนเงียบ ตั้งใจฟัง ขณะที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น ตะวันก็ลับเหลี่ยมเขา ความมืดย่างเข้ามาแทนที่ หลังจากนั้น ก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง

ผู้ใหญ่โชติ เดินครุ่นคิดคนเดียวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเมือง พอถึงบ้านก็ได้เวลารับประทานอาหรเย็น ซึ่งภรรยาได้จัดแจงเตรียมไว้เรียบร้อย สมกับตำแหน่งแม่ศรีเรือน

ธัมมิกา พูดทักก่อนว่า "คุณ..ได้เวลาทานข้าวแล้ว ซึ่งลูกๆกำลังรออยู่"

ผู้ใหญ่โชติ ตอบ " อืม..พร้อมแล้วหรือ"

"พร้อมแล้ว ..พ่อ!" ลูกสาวแทรกพูดขึ้น ด้วยสีหน้าหิวข้าว

ทุกคน นั่งร่วมวงกินข้าว และพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส

พ่อเอ่ยถามลูกชายว่า "ในฐานะลูกเรียนรัฐศาสตร์ ลูกมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง"

"เรื่องอะไรครับ..พ่อ"

"เหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติแบบนี้ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง"

"อ๋อ..เรื่องการเมืองการปกครอง มันเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็มีการเรียกร้องประท้วงกันขึ้น อ้างเรียกร้องประชาธิปไตย แท้จริงแล้วเพื่อต่อรองอำนาจ และผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน"

"ที่มหาวิทยาลัย ในตัวจังหวัดที่ลูกเรียน มีกลุ่มปลุกระดมนักศึกษาบ้างหรือเปล่า"

"ก็มีบ้าง ซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มรู้ทันเหตุการณ์บ้านเมืองจากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เป็นต้นไม่เหมือนรุ่นเก่าๆที่โดนปิดสื่อ"

"สมัยที่พ่อยังหนุ่ม ก็มีการยึดอำนาจ รัฐประหาร ปฏิวัติบ่อยครั้ง ทางราชการตั้งข้อหากลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนบางคนต้องหนีเข้าป่า และนักศึกษาก็เข้าป่ากันเยอะในช่วงนั้น"

"ทุกวันนี้ คนไม่เข้าป่ากันแล้วล่ะ พ่อ"

"คงไม่มีป่าจะอยู่มั้ง ป่าไม้เหลือน้อย"

"ยุคกาลเวลาเปลี่ยนไป ถ้าต่อสู้กัน ก็ต้องต่อสู้ในเมือง เป็นสงครามกลางเมืองมากกว่า..ครับพ่อ"

"ยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมเสียอีก" พ่อพูดด้วยสีหน้าเคร่งขึมจริงจัง

ลูกสาวพิมพ์ปภัทร์ พูดแทรกขึ้นว่า "บ้านเมืองจะสงบเมื่อไหร่"

"คงจะยากแหละ..ลูก"

"เพราะนักการเมือง ทะเลาะกัน ต่างกลุ่มต่างฝ่ายอยากมีอำนาจในการบริหารประเทศ"

"แย่จริงๆนะ นักการเมืองไทยเรา" ลูกสาว พูดเสียงอ่อยๆ

ผู้เป็นแม่ ถามว่า "ปีหน้า ลูกจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว จะเรียนคณะสาขาวิชาอะไรล่ะ"

"คงจะเรียนครุศาสตร์ มั้ง..ค่ะแม่"

"เกี่ยวกับอะไรล่ะ"

"ก็เป็นครู ค่ะแม่"

"อืม..ดีเหมือนกันนะ จะได้มาเป็นครูที่บ้านเรา ช่วยกันพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนให้มีความเจริญ เท่าเทียมหมู่บ้านอื่นเขา"

"ก็หวังอย่างนั้นแหละ ค่ะแม่"

ผู้เป็นพ่อ พูดเปรยว่า "อย่างน้อยๆ ลูกทั้งสองคน คงจะได้ทำงานเป็นข้าราชการ เพราะมั่นคงดี"

เมื่อทุกคนกำลังคุยกันและกินข้าวไปด้วย หนังท้องก็เริ่มตึง อิ่มอร่อยด้วยอาหารพื้นบ้าน เสร็จจากทานอาหารค่ำแล้ว ก็เตรียมอาบน้ำเพื่อชำระร่างกายก่อนนอน สายลมหนาว ยังพัดกระหน่ำจนบ้านสั่นสะท้าน วันนี้เป็นคืนวันเพ็ญดวงจันทร์ส่องแสงสว่างไสว เมื่อทุกคนอาบน้ำเสร็จกันแล้ว ลูกชายหยิบกีตาร์มาดีดพลางร้องเพลงพลางสร้างบรรยากาศสนุกสนานที่ระเบียงบ้าน สักครู่ผู้เป็นพ่อก็เดินมา เเละนั่งเก้าอี้โยกไปมาใกล้ๆกับที่ลูกชายนั่งเล่นกีตาร์

พ่อเอ่ยชมลูกว่า "ร้องเพลงเสียงดี น่าจะเป็นนักร้องได้"

"ใจรักดนตรี..ก็เลยหัดเล่นคลายความเหงา ครับพ่อ"

"อืม..ก็ดีแล้ว ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าไปมั่วสุมเสพยาเสพย์ติดกัน ยิ่งหมู่บ้านเรา ก็เริ่มมีข่าวปัญหายาบ้าเข้ามาระบาดแล้ว"

"ใช่ ครับ เพื่อนของผมบางคนที่มหาวิทยาลัยก็เสพยาบ้ากัน"

"ลูก..คงไม่ไปเสพกับเขาล่ะ" พ่อถามด้วยความสงสัย

"ไม่ ครับ"

"ทุกวันนี้ ปัญหาสังคมเยอะมาก ยิ่งเจริญเท่าไหร่ สังคมยิ่งฟอนเฟะ เพราะคนขาดศีลธรรม ขาดจิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง"

"ใช่.. ครับพ่อ"

"เมื่อลูกเรียนจบแล้ว อยากเป็นอะไรล่ะ"

"เรียนรัฐศาสตร์ ก็ต้องเป็นนักปกครองซิครับ เป็นปลัดอำแภอ นายอำเภอ หรือไม่ก็ทำงานในกระทรวงมหาดไทย หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือนักการเมือง "

"ทางเลือกก็เยอะ เรียนสายปกครอง"

"ใช่ ครับ ..อย่างพ่อ ก็เป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน ยิ่งทุกวันนี้รัฐมีนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้มีการเลือกตั้งในท้องถิ่นขึ้น อย่างเช่น อบต.องค์กรบริหารส่วนตำบล หรือ สท.สมาชิกสภาเทศบาลตำบล จะว่าไปแล้ว ก็เป็นการกระจายความเจริญสู่ชนบทอย่างหนึ่ง"

"อืม..ทำไม ปัญหาคอรัปชั่น จึงมีไปทุกหน่วยงาน"

"พูดยาก ครับพ่อ..เรื่องความโลภของคน ทุกคนก็มุ่งหวังอยากรวย อยากมีเงิน จึงทำให้มีการทุจริตคอรัปชั่นขึ้นทุกหน่วยงานราชการ"

"จะมีวิธีแก้ไขหรือเปล่า"

"มี..แต่ต้องสร้างคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม และรัฐต้องปกครองโดยธรรม หรือที่เรียกกันว่า ธรรมาภิบาล ซึ่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคยสอนนักศึกษาไว้อย่างนี้"

"เอ่อ..คงจะใช่แหละ พ่อก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง ศีลธรรมไม่กลับ โลกาจะพินาส พระสงฆ์ท่านเคยเทศน์สอนไว้ แต่คนในสังคมปัจจุบันไม่ใส่ใจเรื่องนี้"

"พ่อครับ..ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับทศพิธราชธรรม หลักการปกครองบ้านเมืองให้มีความสงบสุข และอยู่เย็นเป็นสุข ผู้ปกครองจะยิ่งใหญ่ได้ต้องมีคุณธรรมเหล่านี้ ซึ่งจะอธิบายให้ฟังง่ายๆ คือ

1. ทาน การให้ คือสละสิ่งของช่วยเหลือประชาชน

2. ศีล ความประพฤติดีงามด้วยกาย วาจา มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกาของบ้านเมือง

3. ปริจจาคะ การบริจาค สละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม

4. อาชชวะ ความซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่ทุจริตคอรัปชั่น

5. มัททวะ ความอ่อนโยน มีอัธยาศัยไม่หยาบกระด้าง

6. ตปะ ความแผดเผากิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง มิให้ย่ำยีจิต ระงับยับยั้งใจได้

7. อักโกธะ ความไม่โกรธ

8. อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน

9. ขันติ ความอดทน อดกลั้น

10. อวิโรธนะ ความไม่คลาดธรรม คือความเที่ยงธรรม ยุติธรรม"

"ทำไม จำได้แม่น ตั้ง 10 ข้อ เยอะขนานนี้"

"เคยเขียนรายงานหลักธรรมสำหรับนักปกครองส่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย..ครับพ่อ"

"มิน่าล่ะ จึงจำได้แม่นยำ"

"สันติวิธี หรือสมานฉันท์ ที่กลุ่มต่างๆเรียกร้องให้ปรองดองกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มชุมนุมต่างๆ จะเกิดได้จริงหรือ"

"ก็แค่ทางออกทางหนึ่งเท่านั้น ทุกปัญหา ทุกความขัดแย้ง มีทางออกเสมอ ขอให้ตั้งสติ และใช้ปัญญา มองปัญหาให้ทะลุปรุโปร่ง"

"อืม..ขอให้ความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมืองโดยเร็วเถิด"

ทันใดนั้น ผู้เป็นแม่ ก็เดินมาบอกลูกชายว่า "เข้าไปนอนเถอะ..ลูก ดึกมากแล้ว เดี๋ยวนอนตื่นสาย ไม่ทันรถไปเรียนหนังสือ"

ผู้เป็นพ่อ พูดว่า "อ้าว..พรุ่งนี้ วันจันทร์หรือ"

ลูกชาย ตอบ "ใช่ ครับ"

" เอาละ..แค่นี้ก่อน วันหลังค่อยคุยกันใหม่" พ่อ พูดขึ้น

สองพ่อลูก แยกย้ายไปนอน ในบ้านเงียบลงทันที ได้ยินแต่เสียงลมพัดสังกะสีบ้านแคร็งๆ

ใกล้สว่าง เสียงไก่ขันดังไปทั่วหมู่บ้านเสมือนนาฬิกาปลุกให้ชาวบ้านตื่นจากความหลับไหล ธัมมิกาผู้เป็นแม่ตื่นก่อนทุกคนในบ้าน เพื่อจัดเตรียมอาหาร แม้ความหนาวเหน็บจากน้ำค้างเยือกเย็นถึงกระดูก แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่บ้านต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง และนางก็ทำหน้าที่ของตนไม่เคยบกพร่อง แสงเงิน แสงทองโผล่ทางทิศบูรพาส่งสัญญาณว่าอีกไม่นาน ดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมา เพื่อเปล่งแสงสว่างให้มวลมนุษย์ได้สัมผัส

เมื่อดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในบ้าน ทำให้ทุกคนต้องลุกขึ้นเก็บที่นอนและลงบันใดไปห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน เสร็จแล้วก็ขึ้นมากินข้าวร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข ได้เวลาแต่ละคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง ภัทรภัทร์ และพิมพ์ปภัทร์ก็ต้องเรียนหนังสือโดยนั่งรถสองแถวจากหมู่บ้านไปสู่อำเภอ พิมพ์ปภัทร์เรียนโรงเรียนประจำอำเภอ มีรถสองแถวรับส่งทุกเช้าเย็น ส่วนภัทรภัทร์ต้องต่อรถประจำทางอีกจากอำเภอสู่จังหวัด เผื่อจะถึงมหาวิทยาลัยก็สายพอสมควร โดยปกติภัทรภัทร์จะพักอยู่ที่หอพักนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ วันศุกร์เลิกเรียน เวลาสักบ่ายสามโมงจะกลับไปนอนที่บ้านโดยนั่งรถประจำทางกลับ นายโชติผู้เป็นพ่อจะขี่มอเตอร์ไซค์มารับที่อำเภอ ทำอย่างนี้เป็นประจำ วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า...

บทที่ 4 เพื่อนแท้ เพื่อนเทียม

วันและคืนผ่านไป ปีใหม่ย่างใกล้เข้ามาทุกขณะ ภัทรภัทร์ใช้ชีวิตในหอพักของมหาวิทยาลัยกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ตามสไตล์วัยรุ่น เตรียมเฉลิมฉลองปีใหม่อย่างคึกครื้น หนุ่มๆสาวๆในรั้วมหา'ลัยต่างดีใจ และรอคอยเวลานั้นจะมาถึง หน่วยงานต่างๆเตรียมจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างคึกคัก จนกระทั่งวันเวลาที่รอคอยก็มาถึง หนุ่มๆสาวๆที่เป็นนักศึกร่วมรุ่น นัดรวมตัวกัน เพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ เมื่อใกล้เที่ยงคืน ต่างคนมีจิตจดจ่อนับถอยหลัง เก้า แปด เจ็ด หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ทันใดนั้นเอง เสียงพลุก็ดังสนั่นไปทั่วเมือง ทุกคนส่งเสียงดังกึกก้องทั่วแผ่นดิน กลุ่มเพื่อนๆของภัทรภัทร์ที่สนิมสนมกันมีสี่คน ชวนกันไปเที่ยวต่อที่สถานบันเทิงซึ่งมีแสงสีเสียงล่อให้หลงใหล ทุกคนกำลังนั่งรินเหล้าเบียร์ดื่มกันอย่างร่าเริงสนุกสนาน

เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นเบาๆว่า "ใครสนใจของดีบ้าง ร้านนี้มีของดี"

"ของดีอะไร" เพื่อนทุกคนพูดพร้อมกัน

"ยาเสพติด มีทั้งยาไอซ์ ยาอี ยาบ้า"

"คงไม่ดีมั้ง..เพื่อน" ภัทรภัทร์ พูด

"ไม่ลอง ไม่รู้ นะโว้ย"

"ไม่เอาดีกว่า..เดี๋ยวเสียอนาคต" เพื่อนอีกคน พูดขึ้น

"เอ็ง..เคยลองหรือยัง" ภัทรภัทร์ ถามด้วยความสงสัย

"เคยซิ..ไม่เคยลอง จะชวนมาที่นี้ทำไม"

"ระวังตำรวจจับ นะโว้ย"

"อืม..ระวังเหมือนกัน"

"กลับกันดีกว่า ง่วงนอนแล้ว" เพื่อนอีกคนหนึ่ง พูด

"โอ.เค." ทุกคนพูด

ครั้นจ่ายค่าอาหารกับแก้มเหล้าเบียร์เสร็จแล้ว ก็เดินออกจากไนท์คลับ เพื่อนคนหนึ่งเมามากไป ต้องประคองกันเดินกลับจนถึงที่พัก ต่างคนต่างง่วง พอเอนกายลงแตะพื้น ม่อยหลับไปทันที ตะวันสาดแสงส่องทางหน้าต่าง ทุกคนก็ลุกจากที่นอนอาบน้ำล้างหน้า แต่งตัว

"วันนี้ วันที่หนึ่ง มหาวิทยาลัยหยุดเรียน จะไปเที่ยวไหนกันดี" ภัทรภัทร์ ถาม

"ไปเที่ยวห้าง หาจีบสาวๆดีกว่า" เพื่อนคนหนึ่ง ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"เออ..ดีเหมือนกัน" เพื่อนทุกคน พูด

ต่อจากนั้น ทุกคนก็เดินเที่ยวห้างอย่างสนุกสนาน ดูนั่นดูนี่เพลิดเพลิน เวลาเที่ยงทุกคนเริ่มหิวข้าว เดินหาร้านอาหารและทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย พออิ่มแล้ว ชวนกันไปดูหนังต่อ

หลายวันต่อมา เพื่อนคนหนึ่งถูกจับในข้อหามียาเสพติด ตำรวจนำตัวไปสอบสวน ให้การกับตำรวจว่าขายมาหลายเดือนแล้ว ขายที่มหาวิทยาลัยบ้าง สถานบันเทิงต่างๆบ้าง

ภัทรภัทร์เมื่อรู้ข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งโดยตำรวจจับไป ก็ชวนเพื่อนอีกสองคนไปเยี่ยมที่เรือนจำ เมื่อเจอหน้าเพื่อนที่อยู่ในห้องขัง สีหน้าแววตาเศร้า

"ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะ" เพื่อนที่ติดคุก พูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ

"เราเป็นเพื่อนกัน ต้องช่วยกัน" ภัทรภัทร์ พูด

"อนาคตดีๆ ผมคงไม่มีอีกแล้ว"

"มีซิว่ะ..เพื่อน" ทุกคน พูดปลอบใจ

"เรียนก็ไม่จบ พ่อแม่ผมคงเสียใจมาก"

"พวกเรา จะเป็นกำลังใจให้" ภัทรภัทร์และเพื่อนอีกสอง พูดขึ้น ผู้คุมเรือนจำเดินมาบอกว่าหมดเวลาเยี่ยมแล้ว ภัทรภัทร์และเพื่อนสองคน ก็เดินจากไปด้วยสีหน้าเศร้าๆอดสงสารเพื่อนไม่ได้

ต่อมา ทางบ้านภัทรภัทร์โทรศัพท์มาหาว่าแม่ล้มป่วย วันศุกร์ตอนเลิกเรียน เดินไปขึ้นรถกลับบ้าน ขณะที่นั่งอยู่บนรถนั้น ครุ่นคิดหลายเรื่องทั้งเรื่องเพื่อนที่ติดคุก และแม่ที่ล้มป่วย พอไปถึงบ้านเห็นแม่นอนไอคร็อกๆแคร็งๆอยู่บนที่นอน

"แม่..เป็นอะไรมากหรือเปล่า" ลูกชาย ถามด้วยความเป็นห่วง

"เป็นไข้ ไม่สบาย ไม่กี่วันคงหายแหละ" แม่พูดเสียงเบาๆ

"ช่วงนี้ อากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้คนเป็นไข้หวัดเยอะ" ลูกชาย พูดขึ้น

"ใช่ คนในหมู่บ้านเรา เป็นไข้หวัดหลายคน" ผู้เป็นพ่อ พูดแทรกขึ้น

"พิมพ์ปภัทร์ ไปไหน..พ่อ" ลูกชาย ถาม

"นั่งคุยกับเพื่อนเขาอยู่มั้ง เดี๋ยวก็กลับมาแหละ" พ่อ ตอบ

ตะวันลับขอบฟ้า ความมืดมาเยือนอีกครั้ง พิมพ์ปภัทร์มาถึงบ้าน รีบขึ้นไปบนบ้านทันที เดินไปใกล้ๆ แล้วนั่งลงเช็ดตัวให้แม่

"ไปไหนมา..ลูก" แม่ถามด้วยความเป็นห่วง

"มาจากบ้านเพื่อน นั่งทำการบ้านที่นั้น"

"เพื่อนลูก..คงเรียนหนังเก่งซินะ"

"คะแม่..ทั้งเก่ง ทั้งดี"

"ดีแล้ว..ลูก! คบคนเป็นสิ่งสำคัญ คบเพื่อนดี ก็พลอยดีไปด้วย คบเพื่อนไม่ดี ก็พลอยแย่ไปด้วย"

ขณะที่ภัทรภัทร์นั่งอ่านหนังสือเพลินๆ ผู้เป็นพ่อก็เดินมานั่งลงใกล้ๆ ชวนคุยเรื่องราวต่างๆ

ผู้เป็นพ่อ เอ่ยถามว่า "เรียนหนังสือ เป็นงัยบ้างล่ะ"

"ก็เรื่อยๆ ครับพ่อ"

"ตอนนี้ ได้ข่าวว่าลูกติดเพื่อนมากใช่หรือเปล่า"

" ครับ..เรียนหนังสือต้องมีสังคม มีเพื่อนฝูงบ้าง"

"การคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต คบคนพาล พานพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล"

ลูกสาว เดินมาใกล้ๆ แล้วถามขึ้นว่า " เพื่อนหรือมิตรมีกี่ประเภท ค่ะพ่อ"

"สองประเภท มิตรแท้ กับมิตรเทียม"

"มิตรแท้ หรือเพื่อนแท้ เป็นแบบไหน ค่ะพ่อ"

"มิตรแท้ มี 4 จำพวก คือ

1.มิตรอุปการะ ช่วยเหลือกันและกัน

2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์

3.มิตรแนะประโยชน์ ช่วยแนะนำในทางที่ดี ถูกต้อง

4.มิตรมีน้ำใจ

"แล้ว มิตรเทียมล่ะพ่อ"

"มิตรเทียม มี 4 เหมือนกัน คือ

1.คนปอกลอก คือคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คบเพราะหวังผลประโยชน์

2.คนดีแต่พูด คือดีแต่ยกอ้างนั่นอ้างนี่ เอาตัวรอดไปวันๆ

3.คนหัวประจบ คือ จะทำชั่ว ก็เออ จะทำดี ก็เออ ต่อหน้าสรรเสริญ ลับหลังนินทา

4.คนชวนฉิบหาย คือชวนดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน"

"พ่อพูดเหมือนกับพระเทศน์" ลูกสาว พูดยิ้มๆ

"ชอบอ่านหนังสือธรรมะ มีสาระดี" ผู้เป็นพ่อ พูด

เสียงไอของแม่ดังคร็อกๆขึ้น ลูกสาวลุกขึ้นเดินไปหาแม่ ด้วยความห่วงใย สายเยื่อใยจากแม่สู่ลูก ทำให้ลูกซึมซับในด้านความกตัญญู ซึ่งแม่เฝ้าถนอมอบรมเลี้ยงมา สั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี มีกตัญญูมาตลอดก็ได้ผล ลูกสาวหาผ้าห่มมาคลุมให้แม่ นอนไม่ห่างไกลจากแม่ เผื่อแม่เรียกใช้ ส่วนพ่อ และพี่ชาย ยังนั่งคุยกัน

" พรุ่งนี้ ลูกต้องไปดูแลไร่สวนองุ่นให้หน่อย" พ่อ พูด

"พ่อจะไปไหนล่ะ"

"เออ..ไปธุระ"

"ครับ..พ่อ"

พ่อลุกจากที่นั่ง เดินไปนอนพักผ่อน ลูกชายยังนั่งคิดถึงเพื่อนที่มหาวิทยาลัยในค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ มีแต่แสงดาวระยิบระยับเท่านั้น

บทที่ 5 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

กาลเวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า พระธุดงค์เดินถึงเขตชายแดนไทยพม่า อาศัยพักอยู่ตามป่าตามเขา จิตใจสงบขึ้นตามลำดับ บิณฑบาตบางวันก็ได้อาหาร บางวันก็ไม่ได้อะไร วันไหนไม่ได้อะไร ก็อาศัยพลังสมาธิมีปีติเป็นภักษา พอเลี้ยงร่างกายให้ดำเนินไปได้ ท่านดำเนินชีวิตอย่างนี้เรื่อยมาตามหลักสมณสารูป ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตา และท่านแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นประจำ จึงไม่มีอะไรมาทำอันตรายท่านได้ แม้ท่านจะเจอสัตว์ร้ายต่างๆในป่าเขา ไม่ว่าจะเป็นเสือบ้าง ช้างบ้าง งูพิษบ้าง ด้วยจิตที่เยือกเย็น พลังแห่งเมตตา แผ่กระจายไปทั่วพื้นป่า

อยู่มาวันหนึ่ง พระธุดงค์รูปนี้ ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวดอย ซึ่งบ้านแต่ละหลังมุ่งด้วยหญ้าคาหรือหญ้าแฝก ซึ่งกระจัดกระจาย เรียงรายไปตามแนวเขา ส่วนใหญ่คนบนดอยยังนับถือผีเจ้าป่าเจ้าเขา ความเชื่อแบบดังเดิม แม้จะมีพระแนะนำให้ดำเนินชีวิตแบบชาวพุทธ คือยึดมั่นในพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ตาม แต่วิถีชีวิตที่นี้ ยังยึดถือประเพณีเก่าๆสืบๆกันมาหลายชั่วอายุคน ยังไม่เปลี่ยแปลงเหมือนกับที่อื่น เมื่อพระธุดงค์เดินบิณฑบาตบนถนนที่ขรุขระเต็มไปด้วยก้อนหินก้อนกรวด ทุกคนในหมู่บ้านไม่สนใจพระรูปนี้เลย สุดท้ายท่านเดินกลับบาตรเปล่า พอท่านกลับใกล้จะถึงที่พัก มีโยมสองคนยืนรอใส่บาตร ท่านเปิดฝาบาตร โยมทั้งสองใส่ข้าวอาหารลงในบาตรด้วยอาการที่ก้มหน้าอย่างเดียว เหมือนมีอะไรซ่อนเร้น พอรับบาตรแล้ว ท่านเดินไปได้สักครู่ พอหันกลับหาไม่เห็นใครเลย ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "สองคนนี้ เป็นคนหรือเป็นผีบังบด"

หลายวันต่อมา ท่านเริ่มสังเกตว่าวันไหนท่านได้อาหารใส่บาตรจากชาวบ้าน ก็จะไม่เห็นโยมสองคนนี้ ถ้าวันไหนไม่มีใครสักบาตร จะมีโยมสองคนนี้ใส่บาตร ท่านนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียว หรืออาจเป็นผีบังบดแปลงกายเป็นมนุษย์ อันที่จริงผีบังบดก็เป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง ที่คอยช่วยเหลือพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีเมตตาธรรม ซึ่งท่านเคยได้ฟังมาจากครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆที่เดินธุดงค์เป็นประจำ มักจะเจอกับสิ่งนี้ตามป่าตามเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านสังเกต ก็เข้าใจว่า "สองคนนี้ ไม่ใช่คนแน่" จึงไม่สนใจในเรื่องนี้อีก เมื่ออยู่ที่นี้หลายวัน เริ่มมีคนอยู่จักว่าท่านปักกลดอยู่ตรงนี้

อยู่มาวันหนึ่ง มีคณะครูสามคน ที่สอนหนังสือนักเรียนชาวเขา นำอาหารมาถวายถึงที่พัก และนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน

ครูหนุ่มคนหนึ่ง พูดขึ้นก่อนว่า "จะพัฒนาชาวเขาอย่างไร ให้อยู่ดีกินดี เพราะเห็นแต่ละครอบครัว ยากจนกันทั้งนั้น"

"โยมมาสอนหนังสือในถิ่นทุรกันดารอย่างนี้ ก็เป็นการช่วยกันพัฒนาอยู่แล้ว พยายามสอดแทรกความรู้และสอนวิธีการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง" พระธุดงค์ พูด

"คนที่นี้ ทำไร่เลื่อนลอย ทำลายป่ากันมากขึ้น ไม่รู้จักแก้ไขอย่างไร" ครูสาวคนหนึ่ง ถาม

"มันเป็นเรื่องใหญ่ คงค่อยสอนปลูกฝังค่านิยมใหม่ ให้เห็นคุณค่าของป่า และผลเสียจากการทำ

ลายป่า เป็นอย่างไร" พระธุดงค์ พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"ทุกหน่วยงานทั้งโรงเรียน ชาวบ้าน พระสงฆ์ ต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน การพัฒนาจึงประสบความสำเร็จ" ครูสาว พูด

"อาตมา จะช่วยเต็มที่ ตามความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ ในการพัฒนาด้านจิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม ศีลธรรมให้กับชาวบ้าน" พระธุดงค์ พูดด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา

"ถ้าอย่างนั้น การส่งเสริมคุณธรรม ปลูกจิตสำนึก คงจะง่ายขึ้น เจ้าค่ะ" ครูสาว พูดด้วยความหวัง และคณะครูก็กราบลาพระคุณเจ้า มุ่งหน้าสู่โรงเรียนเพื่อสอนหนังสือนักเรียนตามหน้าที่ของตนเอง

สภาพอาคารเรียนหนังสือยังเป็นไม้เก่าๆซึ่งทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ขาดงบประมาณในการดูแลซ่อมแซม นักเรียนแต่งตัวมอมแมม ตามฐานะที่ยากจน นักเรียนบางคนก็เดินทางไกลเพื่อจะมาเรียนหนังสือ อย่างไรก็ตาม ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ไม่เคยทอดทิ้งหน้าที่ อยากให้ลูกศิษย์มีความรู้ เป็นเยาวชนที่ดีของประเทศชาติ แม้จะอยู่ลำบากแค่ไหน ครูต้องอดทน นี่แหละคืออุดมการณ์ของการเป็นครู

เวลาเย็น มีโยมผู้ชายคนหนึ่ง เดินมาที่วัดชายป่าเพื่อจะระบายความทุกข์กับพระธุดงค์ เผื่อความทุกข์ในใจจะคลายไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย พอถึงที่พักพระธุดงค์ ซึ่งปักกลดใต้ร่มไม้ โยมอุบาสกคนนี้ เดินเบาๆเข้าไปที่ใกล้กลด แล้วนั่งลงกราบสามครั้ง

สักครู่หนึ่ง พระธุดงค์ เอ่ยถามว่า "โยมมีธุระอะไรหรือ"

"ผม ทุกข์ทางใจมาก ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เห็นพระคุณเจ้า คิดว่าอาจจะช่วยได้ จึงแวะเข้ามาหา" โยมคนนี้ พูดขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

"ทุกข์ เรื่องอะไรล่ะ" พระธุดงค์ ถาม

"เมียผมแอบนอกใจ ไปมีคนอื่น ผมโกรธมาก จึงฆ่าเมียตาย ติดคุกหลายปี จงพ้นโทษออกมา"

"ภาพยังหลอกหลอนโยมอยู่หรือเปล่า"

"ใช่ครับ..ขนานนอนหลับ ยังผวาสะดุ้งตื่น ฝันว่าวิญญาณเมียจะเอาไปอยู่ด้วย"

"โยม..ก่อนนอนแผ่เมตตาหรือเปล่า"

"ไม่เคย..พระคุณเจ้า"

"ฉะนั้น ควรสวดมนต์ นั่งภาวนา แผ่เมตตาให้แก่วิญญาณภูตผีปีสาจเจ้ากรรมนายเวรบ้าง"

"อือ..สวดมนต์บทไหนล่ะ"

"บทไหนก็ได้ ที่โยมจำได้ หรือบทง่ายๆ คือบทพุทธคุณ อิติปิ โส ภควา..ฯ ธรรมคุณ สวากขาโต ภควตา ธัมโม..ฯ สังฆคุณ สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ..ฯ สวดไปเรื่อยๆ จิตใจจะสงบขึ้น"

"บทนี้ ผมพอจำได้ครับ..แต่นั่งสมาธิ ยังไม่รู้จักวิธีทำ"

"การนั่งสมาธิ คือการนั่งเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ทำตัวให้ตรงไม่ต้องเกร็ง หลับตาลงเบาๆ เอาจิตจดจ่อที่ปลายจมูก ลมหายใจเข้า ภาวนาว่า "พุท" ลมหายใจออก ภาวนาว่า "โธ" กำหนดให้ต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ เมื่อจิตจดจ่อและต่อเนื่อง สมาธิคือความสงบแห่งจิตใจ จะเกิดขึ้น แทน ความทุกข์ในจิตใจจะสงบระงับลงได้" พระธุดงค์ พูดอธิบายให้เข้าใจ

"ครับ..ผมจะลองทำดู"

"เมื่อโยมทำได้ พลังเมตตาจะแผ่กระจายไปทั่วทุกแห่งหน ความโกรธ ความอาฆาต จะระงับลง แม้เวลาหลับไป ก็จะไม่ฝันร้าย"

"อานิสงส์มากขนานนี้ เชียวหรือ..พระคุณเจ้า"

"ใช่..ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์ของเมตตาไว้ 11 ข้อ คือ

..หลับเป็นสุข

..ตื่นเป็นสุข

..ไม่ฝันร้าย

..เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

..เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย

..เทวดาย่อมรักษา

..ไฟ ยาพิษหรือศาสตรา ไม่อาจกล้ำกลายได้

..จิตตั้งมั่นโดยเร็ว

..สีหน้าผ่องใส

..ไม่หลงทำกาละคือไม่หลงขณะที่จะตาย

..เมื่อไม่ถึงคุณอันยิ่ง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก

ถ้าโยมมีเมตตา แผ่เมตตาเป็นประจำ เจริญ กระทำให้มาก อานิสงส์เหล่านี้ พึงหวังได้" พระธุดงค์ พูดด้วยสีหน้าผ่องใสเต็มไปด้วยเมตตาธรรม

"โอ้..อานิสงส์ยิ่งใหญ่จริง" โยม อุทานขึ้น

"ถ้าอย่างนั้น โยมควรทำให้ได้ เจริญเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม"

"สังคมไทย เข่นฆ่าราวี เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แสดงว่าคนไทยขาดเมตตาต่อกัน ใช่หรือเปล่า" โยมผู้ชาย ถาม

"ไม่ว่าสังคมไทย หรือสังคมโลก ที่ฆ่ากัน เบียดเบียนกันทุกวันนี้ เพราะคนขาดเมตตาธรรมนั้นเอง เมตตาธรรมเท่านั้น ที่ค้ำจุนโลกได้ " พระธุดงค์ พูด

"วันนี้ ผมได้ความรู้ทางพุทธศาสนาพอสมควร" โยมพูดขึ้น

"เออ..ดีแล้ว" พระธุดงค์ พูด

โยมผู้ชายคนนี้ กราบลาพระธุดงค์กลับบ้าน ฝึกฝนตนเองให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ รักใคร่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น และจิตใจของโยมคนนี้ ก็สงบเยือกเย็น มีความสุข ปลอดโปร่ง ไม่เสียชาติเกิดที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

Read more: หนังสือ "ใต้ร่มธรรมนิรันดร"

หนังสือ"ธรรมะใต้เเสงจันทร์"

บทความธรรมะกับสาระดีๆ เพื่อชีวิตที่งดงาม

ธรรมะใต้แสงจันทร์

ทุกคนเคยมองดูดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ  ที่ท้องฟ้าโปร่งใส  ไร้เมฆหมอก  แล้วเกิดความคิด  จินตนาการไปต่างๆ  นานา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อเพ่งดูดวงจันทร์  ที่กำลังส่องประกายแสง  เหมือนกับดวงจันทร์ส่องมาหาเรา  จะอยู่มุมใดของโลกก็ตาม  จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา  หรือประเทศไทยก็ตาม  ก็มีพระจันทร์ดวงเดียวกัน  ธรรมะก็เหมือนกับจันทร์เพ็ญ  จะส่องแสงสว่างไสวไปทั่วหล้าได้  ก็ต้องอาศัยคนประพฤติธรรม  นำธรรมะมาใช้ดำเนินชีวิต  เอาธรรมะเป็นเข็มทิศนำทาง  เพื่อความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ

แต่ก่อนเคยคิดว่า  “ทำไมพระพุทธเจ้า  ทรงเทศน์สอนให้คนได้ดวงตาเห็นธรรม   (มรรค  ผล  นิพพาน)  เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้”  ระยะหลังจึงเข้าใจว่า เพราะพระพุทธเจ้ารู้จักวาระจิตของผู้ฟัง  จึงสอนธรรมะให้โดนใจผู้ฟังได้  เมื่อผู้ฟัง  ตั้งใจฟัง  จิตจดจ่อและต่อเนื่อง  กำลังสมาธิก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ  ปัญญาก็จะเกิดตามมาเอง  ทำให้รู้แจ้ง  เห็นจริง  พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่ทุกคนได้ฟัง  เสมือนพระองค์ทรงตรัสเจาะจงเราผู้เดียว  ส่องใจเราคนเดียว  เหมือนกับความรู้สึกว่า  ดวงจันทร์ส่องมาที่เราคนเดียว  อันที่จริง  ดวงจันทร์ก็ส่องไปทั่วโลกนั่นแหละ  
ดังนั้น  คนจำนวนมาก  เมื่อฟังธรรมแล้ว  จึงได้บรรลุธรรมพร้อมกัน  จิตใจสว่าง  สงบ  ปลอดโปร่ง  ดังคำว่า  “สว่างตาด้วยแสงไฟ  สว่างใจด้วยแสงธรรม”  เพราะพระธรรมเทศนาของพระองค์เหมือนหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง  ส่องประทีปในที่มืด  และอีกอย่างหนึ่ง พระธรรมเทศนาของพระองค์เป็นพระธรรมเทศนาที่แจ่มแจ้ง  จูงใจ  แกล้วกล้า  ร่าเริง  พร้อมทั้งงามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  และงามในที่สุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่  จึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น  15  ค่ำ  คืนพระจันทร์เต็มดวง  บรรยากาศเป็นใจ  ท่ามกลางแสงจันทร์ส่องสว่างไสวทั่วพื้นป่า  พร้อมทั้งดวงดาวสุกสกาวบนฟากฟ้า  สดใส  งดงาม  และบรรยากาศก็เงียบสงัดในยามค่ำคืน  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม  มอบความรักที่บริสุทธิ์แก่มวลมนุษย์  คือให้ละชั่ว  ประพฤติดี  ทำจิตให้ผ่องใส  
ต่อมากลายเป็นหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา  คือ  การไม่ทำบาปทั้งปวง  การทำความดีให้ถึงพร้อม  และการทำจิตให้ผ่องใส  ธรรม  3  อย่างนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า  มวลมนุษย์ควรนำหลักธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิต  เพื่อความสุขของตนเองและผู้อื่น  สังคมก็จะอยู่ดีมีสุข  และอยู่เย็นเป็นสุข

ทำไมพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน  การไม่ทำบาปก่อนล่ะ  เพราะว่าถ้าเรายังไม่ละบาปคือความชั่วแล้ว  การที่จะสร้างความดี  ก็เป็นเรื่องที่ยาก  ดังนั้นต้องละบาปก่อน  บาปคือความชั่วเกิดขึ้นกี่ทางล่ะ?  ความชั่วเกิดขึ้น  3  ทาง  คือ
-  ความชั่วทางกาย  คือการฆ่า  การเบียดเบียด  การทำร้ายกัน,  การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้หรือไม่ได้รับอนุญาต,  การประพฤติผิดในกาม  
-  ความชั่วทางวาจา  คือ  การพูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ   (พูดไร้สาระ  ไม่มีประโยชน์)
-  ความชั่วทางใจ  คือ  คิดอยากได้ของคนอื่น  คิดพยาบาทปองร้าย  เห็นผิดจากหลักธรรม

โดยปกติ  การที่ละความชั่วได้  ก็ถือว่าเป็นความดีอยู่แล้ว  ทำไมต้องให้สร้างความดีต่อ  เพราะว่าต้องการที่จะให้สร้างความดีเพิ่มขึ้น  ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่  ถ้าเราไม่สร้างดีต่อ  มันจะทำให้เราประมาท  และจะไม่ขวนขวายในการที่จะสร้างความดีที่สูงขึ้นไปนะซิ  
ความดีตรงข้ามกับความชั่ว  เหมือนขาวกับดำ  สว่างกับมืด  คือให้ประพฤติดีทางกาย  ทางวาจา  ทางใจ  ได้แก่  เว้นจากความชั่วนั่นเอง  เมื่อสร้างความดีได้แล้ว  ต่อจากนั้น  ก็พัฒนาด้านจิตใจ  คือการทำจิตใจให้ผ่องใส  ปลอดโปร่ง  สะอาด  สว่าง  สงบ
บุคคลใด  มีใจสว่างดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ  ที่ไม่มีเมฆหมอกมาบดบัง  บุคคลนั้นก็จะมีความสุข  ส่วนผู้ใดใจยังเศร้าหมอง  ขุ่นมัว  เหมือนกับเมฆหมอกที่บดบังดวงจันทร์ไว้  ผู้นั้นย่อมประสบทุกข์

จะอยู่อย่างไรให้เป็นสุข  ใต้แสงจันทร์เดียวกัน  ซึ่งมีดวงดาวระยิบระยับ  ส่องประกายแสง  สังคมโลกปัจจุบัน  มุ่งไปทางทำลาย  ล้างผลาญ  เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่โลกจะเกิดสันติภาพ  
นอกเสียจากการนำธรรมะมาค้ำจุนโลกไว้  คือให้เรามีเมตตา  ความรักใคร่  ปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลก  ละการเข่นฆ่าราวีกัน  สันติภาพจึงจะเกิดขึ้นได้

ใต้ฟ้าเดียวกัน  ใต้ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน  ธรรมะควรจะขยายไปทั่วทุกมุมของโลก  เพื่อความเสมอภาคของมวลมนุษยชาติ  ที่จะได้พิสูจน์หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนี้  ผลจากการนำหลักธรรมมาปฏิบัติ  มาใช้ในการดำเนินชีวิต  ก็จะทำให้โลกเกิดสันติสุข  นำความสงบร่มเย็นมาสู่มวลมนุษย์โดยทั่วหน้า  เหมือนดวงจันทร์ส่องแสงให้มวลมนุษย์ได้ชื่นชมความงดงาม  และมวลมนุษย์ก็พลอยมีความสุขกันทั่วหน้า  ในค่ำคืนที่ไร้เมฆหมอก  ฉะนั้น

ดวงจันทรา      ส่องแสง      ไปทั่วหล้า
ใต้โลกา      พิภพ      ดูสดใส
เหมือนแสงธรรม      ผุดผ่อง      ส่องอำไพ
ให้หทัย      ชาวโลก      ได้ร่มเย็น
แสงพระธรรม    สว่าง      ทั้งคืนวัน
ส่วนแสงจันทร์      ดารา      แค่ราตรี
เหล่าหญิงชาย      ควรสร้าง      บารมี
เพิ่มรังษี      แห่งธรรม      ในดวงใจ  

 

หิ่งห้อยกับตะวัน

สมัยเป็นเด็กตามบ้านนอกคอกนา  อยู่ตามป่าตามเขา  มีจันทราและดวงดาวเป็นเพื่อนคลายเหงา  มองไปเห็นหิ่งห้อยระยิบระยับ  เปล่งแสงวาววามงามตา  เย้ายวนชวนให้มอง  ในยามราตรี  มันยังตราตรึงในใจตลอดมา  คืออยู่ในใจเสมอ  มิเคยลืมเลือน
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ก็อดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงอดีตบ้าง  อย่างไรก็ตาม  อดีตที่ผ่านมานั้น  ก็เป็นบทเรียนที่มีค่ามาก  ซึ่งคอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอ  แม้เราจะมีความรู้น้อย  ด้อยปัญญา  รูปไม่หล่อ  พ่อไม่รวย  ไม่อาจจะทัดเทียมผู้อื่นได้  เสมือนแสงหิ่งห้อยที่ไม่อาจทัดเทียมแสงตะวัน
แต่เราต้องพยายามบากบั่นต่อสู้  และอดทน  เพื่อดำเนินชีวิตต่อไปในโลกใบนี้  และสร้างความภูมิใจ  ยินดีในสิ่งที่มี  พอใจในสิ่งที่ได้  ความสุขก็จะเกิดขึ้นเอง

อย่าดูหมิ่นตัวเองว่าไม่มีคุณค่า  ถ้าเราคิดว่าเราไม่มีค่า  แสดงว่าเราไม่เคารพตัวเอง  แต่ก่อนเคยคิดว่า  น้ำค้างบนใบหญ้า  ในยามเช้าตรู่  ที่คนเดินเหยียบย้ำไปมา  มันจะมีค่าอะไร  โดยแท้จริงแล้ว  มันมีค่ามหาศาล  จากน้ำค้าง  เมื่อโดนแสงแดดเข้า  มันจะระเหยเป็นไอน้ำ  แล้วไอน้ำรวมกัน  ก็กลายไปเป็นก้อนเมฆ  ต่อมาก้อนเมฆหนา  ก็จะทำให้ฝนตก  นำความชุ่มเย็นมาสู่มวลแมกไม้นานาพันธุ์  หมู่สัตว์  และมวลมนุษย์  เห็นไหมล่ะ  มันมีค่าแค่ไหน

มองโลกในแง่บวกบ้าง  ชีวิตจะได้มีกำลังใจ  และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป  ตามจุดหมายปลายทางของตนเอง  อย่าคิดว่า  เราล้มเหลว  หรือไม่ประสบความสำเร็จผู้เดียว  ให้มองว่าคนอื่นที่แย่กว่าเรายังมีเยอะ  อาทิเช่น  เรามีเสื้อผ้าใส่  มีรองเท้าใส่  แม้ไม่มีบ้าน  ไม่มีรถก็ตาม  แต่ให้มองคนที่ไม่มีแม้เสื้อผ้าและรองเท้าจะใส่  หรือแม้แต่ข้าวไม่มีจะกิน  ยังด้อยกว่าเราอีกหลายเท่า  จะทำไห้มีกำลังใจในการต่อสู้  ถ้ามองโลกไม่เป็น  ก็เย็นไม่ได้

ตรงกันข้าม  ถ้ามองโลกในแง่ลบหรือมองโลกในแง่ร้าย  มันจะทำให้ใจเศร้าหมอง  หดหู่  ท้อแท้  สิ้นหวัง  หมดกำลังใจ  ท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า  “หมดอะไรก็หมดได้  แต่อย่าหมดหวัง...สิ้นอะไรก็สิ้นได้  แต่อย่าสิ้นกำลังใจ”  เพราะเหตุนั้น  พวกเราจึงควรมองโลกในแง่บวก  แม้จะล้มเหลว  แต่ไม่ควรล้มเลิก  ในสิ่งที่เราจะทำ  สักวันหนึ่ง  มันจะเป็นวันของเรา  และเราจะสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม  อย่าพยายามเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เขามีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว  ไม่ว่าจะด้านฐานะ  ความรู้  มันจะทำให้ตัวเองด้อยค่าลง  เสมือนแสงหิ่งห้อยที่เปล่งแสงแวววับแข่งกับแสงตะวัน  มันสู้กันไม่ได้  แต่ถ้ายินดีกับแสงน้อยๆ  ที่มีอยู่  คือพอใจในสิ่งที่มีอยู่  ตัวเราก็จะมีคุณค่า  ในคืนเดือนมืด  หิ่งห้อยจะเปล่งแสงงดงาม  มีค่าในตัวมันเอง  แม้แสงจะริบหรี่ก็ตาม  แต่ก็ทำให้โลกดูสดใส  สวยงาม  น่าพิศวงทีเดียว
แต่ในทางพระพุทธศาสนา  สอนให้คนมองโลกตามความเป็นจริง  เข้าใจสรรพสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง  มันเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  เมื่อเข้าใจในหลักสัจธรรมแล้ว  ชีวิตเราก็จะมีความสุข  

บรรดาแสงทั้งหลาย  แสงตะวัน  แสงจันทร์  แสงดาว  แสงหิ่งห้อย  แสงเหล่านี้เจิดจรัสได้แค่ภายนอกบางเวลา  ส่วนแสงธรรมเจิดจรัสได้ทั้งภายในภายนอก  ไม่จำกัดกาลเวลา  เพราะฉะนั้นมวลมนุษย์  ควรจะแสวงหาแสงสว่างแห่งธรรม  ซึ่งมันก็อยู่ในตัวเราเอง
เพียงแต่เราไม่สนใจที่จะเรียนรู้  หรือศึกษาตัวเองซึ่งประกอบด้วยธาตุ  4   (ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ)  ขันธ์  5   (รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ)  โดยย่อมี  2  คือ  รูปกับนาม   (กายกับใจ)  ถ้าสนใจกำหนดเรียนรู้กายและใจ  มีสติอยู่เป็นนิตย์  กำหนด  จดจ่อ  และรู้ตามความเป็นจริง  ปฏิบัติกรรมฐานตามหลักสติปัฏฐาน  4   (กาย  เวทนา  จิต  ธรรม)  มรรค  ผล  นิพพาน  อยู่แค่เอื้อม
เมื่อเป็นเช่นนี้  เราก็สามารถแข่งแสงแห่งธรรมสู่กับคนอื่นหรือแสงอื่นๆ  ได้  และแสงแห่งธรรมนี้  ไม่แปรผัน  มั่นคง  ยั่งยืนตลอดกาล  

“แสงสว่างอะไรหรือจะสู้แสงสว่างแห่งพระธรรม”  

ความสุข...ที่หายไป

ความสุขที่แท้จริง  มันอยู่ที่ไหน  ทำไมทุกคนจึงพยายามดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข  แต่ยิ่งแสวงหาความสุข  ดูเหมือนความสุขยิ่งเลือนหายไป  คนในสังคมปัจจุบัน  ตั้งคำถามว่า  “ทำไมทุกวันนี้  ความสุขจึงมีน้อยลงเรื่อยๆ  ไม่เหมือนแต่ก่อน”  สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง  ก็มาจากโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป  วิถีชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปตาม  เพราะผู้คนต่างมุ่งแสวงหาวัตถุมาปรนเปรอตัวเองอย่างเดียว  เลยคิดว่า  การแสวงหาวัตถุมาตอบสนองความต้องการของตัวเอง  นั่นแหละคือความสุข  แต่เราไม่เข้าใจความสุขที่ยั่งยืนกว่านั้น  หรือว่าเราไม่รู้จักความสุข  จึงหาความสุขไม่พบ  บางคนอาจจะพูดขึ้นว่า  “ทำไมจะไม่รู้จักความสุข  เพราะสิ่งที่เราแสวงหานั่นคือความสุข”  

อันที่จริงแล้ว  ความสุขที่เราแสวงหากันนั้น  มันจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว  เพราะเราไปพึ่งสิ่งอื่นหรือผู้อื่น  ซึ่งไม่นานนัก  สิ่งเหล่านี้จะจืดจางไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การที่จะได้ความสุขมานั้น  ก็ต้องลงทุนสร้างทุกข์ก่อน  เช่น  เราจะซื้อของสักอย่าง  เราก็ต้องทำงานหาเงิน  ลงทุนแรงกายแรงใจ  เพื่อให้ได้เงินมา  เมื่อได้เงินมาแล้วซื้อสิ่งของที่ต้องการก็มีความสุขแล้ว  แต่สักพักความสุข  ก็เริ่มจางหายไปอีก

ชีวิตมักจะเป็นอย่างนี้  ความอยากความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด  จิตใจโหยหาแต่สิ่งที่ต้องการตลอดเวลา  เพราะจิตใจไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน  แต่มันไปอยู่กับการสร้างเงื่อนไข  อยู่ในความหวัง  อยู่ในอนาคต  คิดว่า  ถ้าเราทำอย่างนั้นอย่างนี้  จะมีความสุข  ลองคิดดู  สมัยเรายังเด็ก  คิดว่า  ถ้าเราเรียนหนังสือจบ  ก็จะมีงานทำ  คงจะมีความสุข  สักพักถ้าเรามีแฟน  คงจะมีความสุข  ต่อมาถ้ามีบ้าน  มีรถ  จึงจะมีความสุข  ต่อมาเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนทนทุกข์ทรมาน  ก็คิดว่าถ้าเราตายไวๆ  คงจะมีความสุข

แสดงว่าความสุขเราไม่เคยอยู่ปัจจุบัน  มีแต่ความสุขเฟ้อฝันถึงอนาคต  วาดวิมานในอากาศ  บางคนวิ่งหาความสุขจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  แต่ไม่เคยได้ความสุขที่แท้จริง  อีกอย่างหนึ่ง  เราไม่เคยยินดีในสิ่งที่เรามี  ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองได้
สุขและทุกข์  ถ้ามองดูผิวเผินเหมือนเป็นสิ่งละอัน  แต่ถ้ามองให้ลึกก็เหมือนสิ่งเดียวกัน  เปรียบเสมือนเหรียญ  ก็มีสองด้าน  เพราะสุขและทุกข์เป็นของคู่กัน  และมันก็อยู่คู่กับโลก  จะได้ความสุข  ก็ต้องทุกข์ก่อน  เหมือนเราจะกินผลไม้  ก็ต้องเตรียมดินที่ปลูก  และรดน้ำ  พรวนดิน  ใส่ปุ๋ย  รอคอยจนกว่าผลไม้สุก  ต้องอาศัยความอดทน  ใส่ใจดูแลต้นไม้เป็นอย่างดี  เมื่อผลไม้สุกได้กินแล้ว  ก็เป็นสุข  แป๊ปเดียวผลไม้ก็หมดไป  ความสุขก็จางหายไป  ก็เริ่มทุกข์อีก

ความสุขที่แท้จริง  มันอยู่ตัวเราเอง  ไม่ต้องไปอาศัยผู้อื่นหรือสิ่งอื่น  แต่เป็นความความสุขภายใน  คือภาวนา  หมายถึงการเจริญสติ  และปัญญา  ทำให้จิตใจสงบ  คลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  รู้ตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  เมื่อปัญญาถอดความยึดมั่นได้แล้ว  นั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง
ความสุขมี  2  ประเภท  คือ  
สามิสสุข  สุขอิงอาศัยอามิสคือวัตถุสิ่งของซึ่งเป็นเหยื่อล่อ  ได้แก่  กามคุณ  5   (รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส)
นิรามิสสุข  สุขไม่อิงอาศัยอามิส  คือไม่ต้องอาศัยเหยื่อล่อ  เป็นสุขปลอดโปร่ง  เพราะใจสงบ  หรือรู้แจ้งตามความเป็นจริง
    เพราะฉะนั้น  เราอยากได้ความสุขแบบไหน  จะเป็นสุขชั่วครั้งชั่วคราว  หรือความสุขที่จีรังยั่งยืน  สมการแห่งความสุขขึ้นอยู่ที่ตัวเราเป็นคนเลือก  อย่าเศร้าใจเสียใจในอดีต  และอย่าคำนึงถึงอนาคต  แต่ต้องอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น  ทำได้อย่างนี้  ชีวิตก็มีสุขแล้ว 

แมลงเม่ากับใจคน

ธรรมดาปุถุชนคนมีกิเลสหนา  ถึงแม้จะรู้ว่าไฟมันร้อน  แต่ก็พยายามกระเสือกกระสนที่จะเล่นกับไฟ  ครั้งหนึ่งเคยนั่งคิดอยู่คนเดียวว่า  ทำไมแมลงเม่าจึงชอบบินเข้ากองไฟ  ทั้งที่รู้ว่าไฟมันร้อน  แต่โดยธรรมชาติของสัตว์เดรัจฉานอย่างแมลงเม่า  คงไม่มีปัญญาพิจารณาว่าไฟมันร้อน  อาศัยสัญชาตญาณของมันเท่านั้นกระมัง  ซึ่งแสงไฟทำให้มันตื่นตาตื่นใจ  น่าเย้ายวน  ชวนพิสมัย  มันจึงหลงใหลในแสงไฟ  กว่าจะรู้ว่าไฟมันร้อน  ก็สายเสียแล้ว  สุดท้ายตายในกองไฟ  เปรียบใจคนเรา  ถึงแม้จะรู้ว่าไฟมันร้อนแสนร้อน  แต่ก็ยังดิ้นรนแสวงหาเชื้อเพลิงมาสุมเข้าอีก  ปกติคนเรามีปัญญา  แต่ทำไมจึงเดินเข้าหากองไฟล่ะ  เลยตั้งคำถามขึ้นในใจว่า  “แมลงเม่าหรือคนกันแน่ที่โง่”  

บางครั้ง  คนเราแม้มีปัญญามาก  แต่ด้วยอาศัยอำนาจกิเลสครอบงำ  ทำให้ชีวิตมืดมน  หลงทางผิด  สังเกตได้จากหลายๆ  คนที่มีปัญญามาก  ใช้ปัญญาในทางที่ผิด  เอาเปรียบผู้อื่น  คดโกง  เพื่อให้ได้เงินมา  หรือมีปัญญาในการผลิตอาวุธ  วัตถุระเบิด  เพื่อจะเข่นฆ่าผู้อื่น  อย่างนี้ถือว่าเป็นการใช้ปัญญาในทางผิด
คนประเภทนี้  แม้มีปัญญา  แต่ก็ยังเป็นคนโง่อยู่ดี  เพราะยังดิ้นรนจะเข้ากองไฟอยู่ร่ำไป  ทำไมล่ะ  เพราะไฟ  3  กอง  คือ  ราคะ  โทสะ  และโมหะ  เป็นเหยื่อล่อ  ให้คนติดหรือลุ่มหลง  จนไม่สามารถจะถอนตัวขึ้นได้นะซิ
แม้ไฟภายนอกจะร้อนแสนร้อน  แต่ไฟภายในยิ่งเร้าร้อนกว่า  ไฟภายในคือตัวกิเลสมันเผาไหม้คุกรุ่นมานานแสนนาน  ชาติแล้วชาติเล่า  เราก็ยังละไม่ได้  เว้นเสียแต่พระอรหันต์  เพราะพระอรหันต์ท่านละไฟ  3  กองได้เด็ดขาดแล้ว  แต่คนทั่วไปยังละไม่ขาด  คงจะต้องประสบเจออีกต่อไป  ไฟ  3  กอง  คืออะไรบ้าง?
กองไฟคือราคะ  ได้แก่  ความยินดี  พอใจ  ติดใจ  ความต้องการหรือความพอใจในกามคุณ  5  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส
กองไฟคือโทสะ  ได้แก่ความขัดเคืองใจ  ไม่พอใจ  คิดประทุษร้าย
กองไฟคือโมหะ  ได้แก่ความหลง  ความไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

กองไฟ  3  กองนี้  มันจะสุมทรวงให้ร้อนรนตลอดเวลา  ถ้ามีอยู่ในใจผู้ใด  ผู้นั้นก็ต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อราคะ  โทสะ  และโมหะ  มีกำลังแรงกล้า  มันย่อมจะแผดเผาใจให้ร้อนรน  นำความหายนะมาสู่ตนเอง  และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  
จะทำอย่างไร  จึงจะให้ราคะ  โทสะ  โมหะ  หมดสิ้นไปจากจิตใจ  หรือทำให้มันเบาบางลง  ก่อนอื่นต้องฝึกให้มีสติ  รู้เท่าทันมัน  ไม่ทำตามอำเภอใจ  และสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น  เมื่อใจมีราคะ  ก็รู้ว่าใจมีราคะ  เมื่อใจมีโทสะ  ก็รู้ว่าใจมีโทสะ  เมื่อใจมีโมหะ  ก็รู้ว่าใจมีโมหะ  คือให้รู้ตามความเป็นจริง  ทำอย่างนี้สติและปัญญามีกำลังแก่กล้า  ก็สามารถละไฟคือกิเลส  หรือทำให้เบาบางลงได้
 
ธรรมะกับสายใยแห่งรัก

จริงหรือไม่  “ความรักทำให้คนตาบอด”  ซึ่งคงจะเป็นจริง  เพราะเป็นความรักที่อิงอาศัยความใคร่  หรือความเสน่หา  มันทำให้ใจลุ่มหลง  จนไม่รู้จักถูกหรือผิด  ใจสั่งมาแบบไหน  ก็ทำอย่างนั้น  พูดง่ายๆ  คือทำตามใจสั่ง  หรือตามอำเภอใจ  ซึ่งเจือปนด้วยกิเลสตัณหา  เรื่องชิงรักหักสวาทมีให้เห็นทั่วไป  เมื่อไม่สมหวังในความรัก  ผิดหวัง  ชอกช้ำ  ระกำใจ  ก็ฆ่าตัวเองบ้าง  ฆ่าคู่รักบ้าง  ฆ่าคนอื่นบ้าง  ใครจะนิยามความรักแบบไหน  สุดแท้แต่คนจะนิยาม  บางคนนิยามว่า  ความรักคือการให้  บางคนอาจจะว่าความรักคือความสุข  ฯลฯ  ความรักบางครั้ง...ก็ทำให้คนเราเข้มแข็ง...แต่บางครั้ง...ก็ทำให้คนเราอ่อนแอ  ท้อถอย  หมดหวัง  หมดกำลังใจ

อันที่จริงแล้ว  ความรักแบบคู่สร้างคู่สม  หรือเนื้อคู่กัน  มันต้องมีเหตุมีปัจจัยของมัน  ความรักเกิดมาจากเหตุใดบ้าง  ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ความรักนั้น  ย่อมเกิดด้วยเหตุ  2  ประการ  อย่างนี้  คือ  ด้วยความอยู่ร่วมกันในกาลก่อน  1  ด้วยการเกื้อกูลกันในกาลปัจจุบัน  1  เหมือนอุบล   (อาศัยเปือกตมและน้ำ)  เกิดในน้ำฉะนั้น.”  
ความรักของใครจะเกิดจากเหตุใดเหตุหนึ่ง  หรือทั้งสองอย่างก็ตาม  ถ้าเราจะรักกันให้มีความสุข  ควรจะรักแบบบริสุทธิ์ใจมากกว่า  คือคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  แต่ถ้ารักแบบจะเอาให้ได้  เพื่อครอบครองอย่างเดียว  เมื่อไม่ได้แล้ว  มันจะเป็นทุกข์  โศกเศร้า  เสียใจ  สมดังพุทธพจน์ว่า 

“ความโศกเกิดแต่ความรัก  ภัยคือความกลัวเกิดแต่ความรัก  ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก  ความกลัวจักมีแต่ที่ไหน”  และอีกคำว่า  “ที่ไหนมีรัก...ที่นั้นมีทุกข์” 

 จริงอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้  เมื่อมีรัก  สักพักก็ต้องพลัดพลาดจากคนรักไป  ทนกล้ำกลืน  ฝืนทน  ร้องห่มร้องให้จากคนที่รัก  รักมากก็มากน้ำตา  รักมากก็มากทุกข์  นี่แหละหนอ  ความรักบางคราวคือยาพิษ  การที่จะลืมคนที่เรารัก  อาจยากเย็นเกินทำใจ  แต่การเอาชนะใจตัวเองให้ได้  ยากเย็นยิ่งกว่า...แต่ต้องทำ  จะอย่างไรก็ตาม  ชีวิตฆราวาสผู้ครองเรือน  ก็หนีไม่พ้นการมีคู่ครอง  ดังนั้นจึงต้องมีหลักธรรม  สำหรับคู่ครองให้อยู่ร่วมกันอย่างยืนยาว
ทำอย่างไร  ให้รักยืนยาว?

ความรักจะยั่งยืน  ยืนยาวได้นั้น  ต้องอาศัยหลักธรรมสำหรับคู่ชีวิต  (สมชีวิธรรม)คือมีศรัทธาสมกัน,  มีศีลสมกัน,  มีจาคะสมกัน,  มีปัญญาสมกัน  และต้องมีหลักฆราวาสธรรมอีก  พูดง่ายๆ  คือต้องมีหลักค้ำไว้  4 หลัก  จึงจะให้ชีวิตคู่มีความสุข  และมีความเจริญก้าวหน้า

  • สัจจะ  ได้แก่  ความจริงใจ  ซื่อสัตย์  ซื่อตรง  พูดจริง  ทำจริงทั้งต่อหน้าและลับหลัง  การมีสัจจะต่อกัน  จะสร้างรักให้ยืนยาว
  • ทมะ  ได้แก่  การฝึกฝนอบรมใจ  ข่มใจ  การปรับปรุงแก้ไข  ปรับตัวให้เข้ากัน  
  • ขันติ  ได้แก่  ความอดทน  ความขยันหมั่นเพียร  บากบั่นทนต่อความยากลำบาก
  • จาคะ  ได้แก่  การเสียสละ  การละความสุขสบาย  การสละประโยชน์ส่วนตัว  เพื่อคนหมู่มาก  พร้อมทั้งต้องเป็นคนใจกว้าง  ยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่น

การดำเนินชีวิตตามหลักธรรมที่กล่าวมานี้  ถ้าทำได้อย่างนี้  ชีวิตคู่จึงจะยืนยาว  รักกันจนแก่เฒ่า  ดังคำโบราณว่า  “ถือไม้เท้ายอดทอง  กระบองยอดเพชร”  
รักบริสุทธิ์คือรักแบบไหน?

สายใยรักของพ่อเเม่  คือความรักบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องไขว่คว้า  เราเคยได้ยินเพลงอิ่มอุ่นเริ่มต้นว่า  “อุ่นใดๆ  โลกนี้ไม่มีเทียบเทียม  อุ่นอกอ้อมเเขน  อ้อมอกเเม่ตระกรอง  รักเจ้าจึงปลูก  รักลูกเเม่ย่อมห่วงใย  ไม่อยากจากไปไกล  เเม้เพียงครึ่งวัน”  เป็นต้น  ยังคงตราตรึงในหัวใจตลอดมา  แม้เนื้อเพลงจะเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูก  แต่พ่อก็มีพระคุณเช่นกัน  คือรักลูกเหมือนกัน  อยากให้ลูกได้ดี  ปรารถนาดีต่อลูก
เราต้องรักเเม่ให้มาก  เรามีเเม่ได้คนเดียว  จะไปหาที่ไหนไม่ได้อีกเเล้ว  เเม้มีเงินทองมากมายเป็นมหาเศรษฐีก็ไม่สามารถหาซื้อเเม่ได้  เพราะเรามีเเม่ได้คนเดียว  จึงต้องเทคเเคร์ดูเเลเเม่เป็นอย่างดี  เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่  ก่อนที่จะสายเกินไป...

พราะฉะนั้นเราต้องเป็นลูกที่ดี  กตัญญูกตเวทีต่อผู้ให้กำเนิด  ลูกจะมีหลายคน  เเม่คนเดียวก็เลี้ยงได้  เเต่จะมีลูกสักกี่คนที่ขันอาสาเลี้ยงเเม่บ้าง  การที่จะตอบเเทนบุญคุณของท่านให้หมดเป็นเรื่องที่ยากเเสนยาก  
เเต่ในทางพุทธศาสนา  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกเเนวทางการทดเเทนบุญคุณหรือการมอบความรักที่บริสุทธิ์ต่อพ่อเเม่ไว้อย่างนี้  คือ

  • ...ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา  ก็พยายามทำให้ท่านมีศรัทธาให้ได้
  • ...ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้  ก็พยายามชักนำท่านให้ยินดีในการให้  
  • ...ถ้าท่านยังไม่มีศีล  ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้
  • ...ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา  ก็พยายามชักนำให้ท่านทำสมาธิภาวนาให้ได้

ความรักของพ่อเเม่  คือรักเเท้ที่ยิ่งใหญ่  ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยพรหมวิหารธรรม   (เมตตา  กรุณา  มุทิต  อุเบกขา)  วันเเล้ววันเล่า  คืนเเล้วคืนเล่า  พ่อเเม่ก็ยังห่วงใยเรา  นี่เเหละคือสายใยรักของผู้ให้กำเนิด  เป็นความรักที่บริสุทธิ์

Read more: หนังสือ"ธรรมะใต้เเสงจันทร์"

ป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์

ป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์
ขออนุโมทนาและขอบคุณญาติโยมที่ร่วมบริจาคสร้างป้ายชื่อของวัดป่าซัมเตอร์ ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขความเจริญตลอดไป...